สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ
Culture Office : http://province.m-culture.go.th/amnatcharoen

องค์ความรู้ท้องถิ่น
ประวัติจังหวัดอำนาจเจริญ
เอกลักษณ์จังหวัดอำนาจเจริญ
ประเพณีประจำจังหวัด
พิธีกรรมท้องถิ่น
 
 
 
 
 
 

 

พิธีกรรมท้องถิ่น อำนาจเจริญ
ศิลปะการแสดงพื้นบ้าน
หนังปราโมทัยคณะน้ำปลีกบันเทิงศิลป์
บ้านดงบัง ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ

ศิลปะการแสดง “หนังปราโมทัย” ของจังหวัดอำนาจเจริญและจังหวัดอื่นที่อยู่ใกล้เคียงนิยมเรียกว่า “หนังปลัดตื้อ” หรือ “หนังบักตื้อ”เพราะหัวหน้าทีมตลกเป็นทหารของฝ่ายยักษ์ ที่เป็นตัวเด่นพาสนุก คือ ปลัดตื้อ ปลัดตื้อมีเพื่อนและลูกน้องอยู่หลายคน เช่น แก้ว แหมบ ป่อง เปือย ยอดทอง เป็นต้น
สันนิษฐานว่า หนังปราโมทัย นำมาจาก หนังตะลุงของภาคใต้ เพราะว่ารูปร่างลักษณะ ของปลัดตื้อคล้ายกันกับ เท่ง หัวหน้าทีมตลกของหนังตะลุงภาคใต้ อุปกรณ์ในการแสดงก็คล้ายกันมาก
ปราโมทัย มาจากคำว่า ปราโมทย์ แปลว่า ยินดี ปลื้มใจ ความบันเทิงใจ แต่คนส่วนมากนิยมเรียกว่า หนังประโมทัย ไม่อาจทราบได้ว่า หนังปราโมทัย นำมาจากหนังตะลุงของภาคใต้ เมื่อ พ.ศ. ใด แต่พอสอบถามจากผู้เฒ่าผู้แก่และปรมาจารย์ ผู้เล่นหนังปราโมทัยได้ข้อมูล จาก พ.ศ. 2480 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นที่มาของหนังปราโมทัยคณะน้ำปลีกบันเทิงศิลป์
การแสดงหนังปราโมทัยของคณะน้ำปลีกบันเทิงศิลป์ มีต้นกำเนิดมาจาก นายคำ โพธิจันทร์ บ้านน้ำปลีก ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ได้เข้าไปร่วมแสดงในทีมปราโมทัย คณะอาจารย์สมหมาย บ้านโนนแคน อำเภอหัวตะพาน จังหวัดอำนาจเจริญ และมี นายทองหลาย ขันติโคตร ซึ่งช่วง พ.ศ. ๒๔๘๐ นั้น นายทองหลาง ยังเป็นเด็ก เป็นผู้ติดตามและได้ฝึกเล่นหนังไปด้วย พ.ศ. ๒๔๙๒ ก็สามารถเล่นได้ชำนาญ ในช่วงนั้นยังไม่มีภาพยนตร์มาแสดงในชนบทในงานประเพณีต่างๆ คงจะมีแต่ หมอลำคู่ หมอลำกลอนและหนังปราโมทัย เท่าที่ให้ความบันเทิง หนังปราโมทัย ได้รับความนิยมมากพอพอกันกับหมอลำ หนังปราโมทัย มีการแสดงอยู่ 2 เรื่อง คือ
๑. หนังปราโมทัยร้อง เรื่อง รามเกียรติ์ ซึ่งมีบทพากย์ บทร้อง บทเจรจา ตามต้นฉบับ โดยย่อ
ตัดตอนมาจาก ฉบับหอสมุดแห่งชาติที่พระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ทรงนิพนธ์ไว้เริ่ม แสดงจากตอนพระรามออกบวช เดิมแสดงโดยคณะอาจารย์คำหมาย บ้านโนนแคน อำเภอหัวตะพาน
๒.หนังปราโมทัยลำ เรื่อง จำปาสี่ต้น (สี่กุมาร) ซึ่งมีบทพากย์ บทร้อง บทเจรจา เป็นกลอนลำ
ตามแบบของหมอลำเรื่อง เดิมแสดงโดย คณะบ้านอีเป๋
เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๙ นายธงชัย งอกงาม ได้พาทีมงานชาวบ้านดงบัง ตำบลน้ำปลีก อำเภอเมือง
จังหวัดอำนาจเจริญ ได้ฟื้นฟูการแสดงหนังปราโมทัยขึ้น โดยใช้ชื่อคณะว่า “๔๐ ดีกรี” ปรากฎว่ามีผู้ว่าจ้างไปแสดงในงานพอสมควร เพราะไม่ได้ดูมานานในระยะนั้น คงมีเทศบาลเมืองอุบลราชธานี อนุรักษ์หนัง ปราโมทัย โดยให้คณะ ฟ. บันเทิง แสดงในงานปีใหม่ ณ ทุ่งศรีเมืองทุกปี คณะ ๔๐ ดีกรีได้รับการถ่ายทอดวิชาศิลปะการแสดงจากอาจารย์ผาด บ้านโต่งโต้น อำเภอหัวตะพาน ซึ่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่สังกัดทีมงานปราโมทัย คณะอาจารย์คำหมาย บ้านโนนแคน และอาจารย์ธงชัย งอกงาม ได้นำเอาประสบการณ์ที่ได้ชมจากคณะ ฟ.บันเทิง ที่อุบลฯมาประยุกต์ใช้แสดงด้วย
ปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๔๙) ได้รับการส่งเสริม อนุรักษ์ ฟื้นฟู จาก สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ โดย สภาวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ และ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ จัดเก็บงานศิลปะการแสดงที่สำคัญของจังหวัด ผู้นำในการอนุรักษ์ ฟื้นฟู คือ นายธงชัย งอกงาม ประธานศูนย์วัฒนธรรมตำบลน้ำปลีก โดยมีคณะผู้แสดงหนังปราโมทัย ประกอบด้วย
๑.นายทองหลาง ขันติโคตร หัวหน้าคณะ พากย์/เชิด
๒. นายสมหมาย ดอกสะบา พากย์/เชิด
๓. นายธงชัย งอกงาม พากย์/เชิด
๔.นายบุ่น ดอกสะบา ระนาด
๕. นายฤทธิ์ อุดมลาภ ระนาด/แคน
๖.นายวิจิตร ดอกไม้ ระนาด/ฉิ่ง/ฉาบ/พิณโบราณ
๗. นายศิริ งอกงาม กลอง
๘.นายอุทิศ สันตะวงศ์ พิณประยุกต์
๙.นายทวี ดอกสะบา เชิด/ช่วยกลอง

ความสำคัญของ หนังปราโมทัย
๑. หนังปราโมทัย เป็นคุณค่าแห่งศิลป์การแสดงพื้นบ้านที่เก่าแก่ด้วยศิลป์ลายไทยมีความสำคัญต่อมรดกชาติ
๒. การแสดงหนังปราโมทัย สามารถแสดงประยุกต์ เรื่องคุณธรรม สิ่งดีงาม ปลูกฝังคุณงามความดีให้กับผู้ชมได้ทุกระดับ
๓. หนังปราโมทัยเป็นศิลป์การแสดงนี้มีคุณค่าสมควรได้รับการอนุรักษ์และถ่ายทอดไว้ให้บุตรหลาน ยุวชนรุ่นหลังได้ศึกษาและสืบทอดไว้ไม่สูญหายไป

การละเล่นพื้นบ้าน
การเส็งกลองกิ่ง
อำเภอปทุมราชวงศา จังหวัดอำนาจเจริญ

การเส็งกลองกิ่ง เป็นการละเล่นพื้นบ้าน ในพื้นที่อำเภอปทุมราชวงศา อำเภอพนา และ อำเภอเมือง กลุ่มใหญ่อาศัยในอำเภอปทุมราชวงศา มีผู้ละเล่นในหมู่บ้านนาหว้า บ้านโคกพระ
กลองกิ่ง หรือ กลองเส็ง เป็นกลองประเพณี มาแต่โบราณ เป็นกลองที่ใช้ในการจัดงานประเพณี เทศกาลต่างๆ เช่น บุญผะเหวด บุญบั้งไฟ บุญแข่งเรือ ซึ่งในลักษณะการนำไปใช้ในงานประเพณีต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามวัตถุประสงค์ของประเพณีนั้น แต่ที่เหมือนกันคือ กลองกิ่ง เป็นกลองที่ใช้ในการแข่งขันความดัง เรียกว่า การเส็งกลอง
สมัยก่อน การทำกิจกรรม หรือประเพณีจะนิยมจัดอยู่ในวัด จะเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนในหมู่บ้าน ลูกหลานจะตามผู้ใหญ่เข้าวัดเพื่อเรียนรู้ในการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และการทำกลองกิ่ง ก็อยู่ในวัดเช่นกัน ซึ่งในแต่ละวัดจะมีการทำกลองประเภทต่างๆ ไว้เพื่อใช้เป็นการส่งสัญญาณ เพราะกลองมีเสียงดัง ทำให้คนในหมู่บ้านได้ยิน และรับรู้ว่าเป็นสัญญาณบอกเรื่องราวตามที่ชาวบ้านตกลงกัน เช่น ถ้าตีกลองเพล จะใช้ตีเพื่อบอกเวลา โดยมีลักษณะการตีเสียง สั้น ยาว แล้วแต่ศิลปะการตีกลองของแต่ละท้องถิ่น กลองกิ่ง มักนิยมตีเพื่อบอกสัญญาณว่า ให้มารวมกัน เนื่องจากเกิดเหตุการณ์ไม่ปกติ หรือ ต้องการความร่วมมือ โดยสถานที่รวมกันคือที่วัด เหมือนกับทางภาคเหนือที่มีกลองสะบัดชัยนั่นเอง
วัดหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงหนึ่งคู่ เพื่อใช้ในงาน และเมื่อมีประเพณี หรืองานพิธีกรรม จะนำออกมาใช้ ไม่นิยมเก็บไว้ที่บ้าน เพราะถือว่าเป็นกลองของหมู่บ้าน
การเส็งกลอง หรือการแข่งขันตีกลองกิ่ง จะจัดขึ้นเมื่อมีงานประเพณี โดยจะนิยมแข่งกันใน บุญเดือนหก คือ บุญบั้งไฟ เชื่อกันว่า เสียงของกลอง จะดังไปถึงพญาแถน จะทำการแข่งในวันโฮม (วันรวมกันรื่นเริง) ก่อนวันจุดหนึ่งวัน ตามความเชื่อที่ว่า เมื่อพญาแถนได้ยินเสียงกลองกิ่ง เป็นสัญญาณให้เตรียมการสำหรับปล่อยน้ำฝนลงมา เพื่อจะได้น้ำทำนา เมื่อจะทำการเส็งกลอง ชาวบ้านจะทำการคัดเลือกชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่แข็งแรงที่สุดเพื่อเป็นผู้ตีกลองกิ่ง เพราะการเส็งกลองนี้นิยมแข่งกันหลายหมู่บ้าน เพราะบ้านหนึ่งจะมีกลองกิ่งเพียงคู่เดียวที่เก็บไว้ที่วัดเท่านั้น ปัจจัยสำคัญที่ทำให้กลองมีเสียงดัง ๓ ประการคือ ๑) บั้ง หรือไม้ตัวกลอง ถ้าเป็นไม้เนื้อแข็ง จะมีเสียงดังดีมาก ๒) หนังหุ้มกลอง จะต้องเลือกหนังที่ดี เหนียว ทนทาน ไม่ขาดง่าย ๓) คนตี ถ้าคุณภาพของกลองดีเท่ากัน จะวัดกันที่ความแข็งแรงของคนตี ในการตัดสินการแข่งขันดีกลองกิ่งนี้ เดิม พระครูปริยัติวัฒนานุกูล วัดอำนาจเจริญ ได้เล่าให้ฟังว่า เมื่อมีการแข่งกลองกิ่งนี้ จะแข่งในเวลา ๕ โมงเย็น ถึง สองทุ่ม จะประกอบคู่กลองกันก่อน โดยคณะกรรมการตัดสิน ประมาณ ๕ คน นั่งฟังเสียง ระยะห่างจากกลอง ในระนาบเดียวกัน บางแห่งจะใช้เทียนเป็นตัวตัดสิน โดยจุดเทียนตั้งไว้ใกล้กับรูแพ กลองกิ่งหนึ่งใบจะมีรูแพเพียงหนึ่งรู เพื่อใช้ในการเก็บรักษากลอง และใช้ตัดสินด้วยวิธีนี้ นั่นคือถ้ากลองใครเสียงดังจะทำให้เทียนดับ ถ้าเทียนใครดับก่อนจะเป็นผู้ชนะ ประโยชน์ของการเส็งกลอง แต่โบราณถือเป็นการออกกำลังกายของผู้ชาย แสดงออกถึงความแข็งแรง เตรียมความพร้อมก่อนการทำนา การทำกลองกิ่งจึงเป็นศิลปะทางงานช่างฝีมืออย่างหนึ่ง ที่จะทำให้หมู่บ้าน เป็นที่รู้จักว่ามีความสามัคคี มีชายแข็งแรง มีวัดเป็นศูนย์รวมใจ

วิถีชีวิตชนเผ่าภูไท
บ้านคำเดือย ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน

ชาวภูไท บ้านคำเดือย ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นชาวลาว ที่อพยพมาจากเมืองเซโปนในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยหลังจากเกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๗๓ ตามพระดำริของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และนโยบายของเจ้าพระยาบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) โดยให้เจ้านายพื้นเมืองเกลี้ยกล่อมบ่าวไพร่ของตนเองให้อพยพมาตั้งบ้านเมืองทางฝั่งขวาแม่น้ำโขงในอาณาเขตประเทศไทย เพื่อลดขนาดของกองกำลังหัวเมืองขึ้นที่ลอบซุ่มโจมตีกองทัพไทย เมื่อครั้งกองทัพไทยยกไปขับไล่กองทัพญวณให้ออกไปจากอาณาเขตประเทศไทย ชาวลาวที่อพยพมาตั้งบ้านเมืองตามนโยบายดังกล่าว ได้มาตั้งเขตบ้านเรือนในเขตจังหวัดอำนาจเจริญ ที่อำเภอเสนางคนิคม และอำเภอชานุมาน ร่วมสมัยกับชาวภูไทยในจังหวัดอื่นๆ เช่น จังหวัดสกลนคร นครพนม มุกดาหาร เป็นต้น ชาวลาวดังกล่าวเป็นชนเผ่าภูไท มีภาษาใช้เฉพาะเผ่า คือ ภาษาภูไท เป็นภาษาพูด ไม่ปรากฏว่ามีลายลักษณ์อักษร กลุ่มภูไทดังกล่าวใช้ภาษาภูไทสื่อสารกันตลอดมา แต่สำเนียงอาจจะแตกต่างกันบ้างตามสภาพท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อม ในจังหวัดอำนาจเจริญ มีหลายหมู่บ้านที่ใช้ภาษาภูไทในการสื่อสารประจำวัน ได้แก่ บ้านนาสะอาด อำเภอเสนางคนิคม และ อำเภอชานุมาน บ้านคำเดือย บ้านเหล่าแก้วแมง บ้านสงยาง ตำบลคำเขื่อนแก้ว บ้านโนนกุง บ้านหินสิ่ว ตำบลชานุมาน บ้านหินกอง บ้านบุ่งเขียว บ้านนางาม บ้านโคกก่ง บ้านพุทธรักษา ตำบลโคกก่ง
วัฒนธรรมประเพณีที่สำคัญของชาวภูไท
การแต่งกาย
หญิงชาวภูไท จะนิยมแต่งกายด้วยผ้าฝ้ายย้อมคราม ซิ่นต่อตีนผ้าจก คาดผ้าสไบสีขาว
ชายชาวภูไท ใส่สะโหร่ง เสื้อผ้าฝ้ายย้อมคราม

วิถีชีวิตและความเชื่อ
ชาวภูไท มีวิถีชีวิตในการดำเนินชีวิตที่เรียบง่าย มีความพอเพียง หญิงชาวภูไทจะทำงานบ้าน ปลูกผัก เลี้ยงสัตว์ และมีเอกลักษณ์ในการทอผ้าไว้ใช้เอง ส่วนชายภูไท จะเป็นผู้นำในการหาเลี้ยงครอบครัว ล่าสัตว์ จัดทำเครื่องมือ เครื่องใช้ในชีวิตประจำวัน ประเภทจักสาน โดยใช้วัสดุจากธรรมชาติเช่น ไม้ไผ่ ขี้ซี เป็นต้น ปัจจุบันนี้ชาวภูไท ยังคงรักษาขนบธรรมเนียมประเพณีสืบต่อกันมา เห็นเด่นชัดในชาวผู้ไทที่มีอายุ ส่วนวัยรุ่น มีการเปลี่ยนแปลงตามโลกยุคโลกาภิวัฒน์
ความเชื่อของชาวภูไท จะเชื่อภูติ ผี บรรพบุรุษ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ ตามธรรมชาติ มีพิธีกรรมที่เกี่ยวกับความเชื่อ เช่น พิธีกรรม รำผีไท้ พิธีกรรมกินหมูล้างดิน เป็นต้น และปัจจุบัน ส่วนมากมีการนับถือศาสนาพุทธ และบางส่วนนับถือศาสนาคริสต์
ผู้นำที่ชาวภูไทให้ความเคารพ เชื่อถือ คือ นายสาเม็ง ปักขีพันธ์ บ้านคำเดือย ตำบลคำเขื่อนแก้ว อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ


พิธีกรรม รำผีไท้
บ้านป่าก่อ ตำบลป่าก่อ อำเภอชานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ

บ้านป่าก่อเป็นบ้านดั้งเดิมของตำบลป่าก่อ สันนิษฐานว่า เป็นการตั้งชื่อหมู่บ้าน ตามชื่อของต้นไม้ชนิดหนึ่งคือ ต้น “ก่อ” ซึ่งเป็นต้นไม้ป่าเมล็ดสามารถนำมารับประทานได้ เดิมบริเวณที่ก่อตั้งหมู่บ้านเป็นพื้นที่ป่าไม้ ชาวบ้านได้แผ้วถาง ตั้งเป็นชุมชน และต่อมาอำเภอได้ประกาศจัดตั้งเป็นหมู่บ้าน ขึ้นตรงต่อตำบลโคกก่ง ในปี พ.ศ. 2507 เกิดเหตุการณ์ทางการเมือง มีการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์ โดยมีชาวบ้านส่วนหนึ่งเข้าไปร่วมขบวนการด้วย เพราะสภาพภูมิประทศ ทำเลสถานที่ตั้งของหมู่บ้านเอื้ออำนวย ต่อทางราชการได้เข้าปราบปราม ทำให้ชาวบ้านบางส่วนหนีเข้าป่าเพื่อเข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์ ส่วนที่เหลือทางราชการได้ย้ายให้ไปอยู่นิคมสร้างตนเองเขื่อนลำน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น และต่อมาในปี 2510 ชาวบ้านได้ขอย้ายกลับโดยทางราชการได้จัดที่อยู่อาศัยให้ที่บ้านหนองไฮน้อย ตำบลหนองข่า ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านเดิมมากนัก และในปี 2516 ชาวบ้านได้อพยพกลับเข้ามายังหมู่บ้านเดิมอีกครั้ง และได้เข้าร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์อีก ทางราชการจึงได้ทำการปราบปรามอย่างหนัก ถึงขนาดเผาบ้านเรือน ยิ่งทำให้ชาวบ้านหนีเข้าป่า ร่วมขบวนการคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น ในปี 2519 ทางราชการจึงได้อพยพประชาชนไปอยู่ที่อื่น โดยจัดที่ทำมาหากิน และสร้างบ้านเรือนให้ชั่วคราว ต่อมาในปี 2525 ชาวบ้านจึงขออพยพกลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้ง เนื่องจากรัฐบาลได้เปลี่ยนแนวนโยบายการปราบปราม และให้ราษฎร์ออกมามอบตัว ต่อมาในปี พ.ศ. 2527 ทางราชการได้ประกาศจัดตั้งเป็นหมู่บ้านและขึ้นอยู่ในการปกครองของตำบลโคกก่ง อำเภอชานุมาน จังหวัดอุบลราชธานี และในปี พ.ศ. 2536 ได้รวบรวมราษฎร์ในหมู่บ้านใกล้เคียงกันตั้งเป็นตำบลป่าก่อ โดยแยกจากตำบลโคกก่ง จนถึงปัจจุบัน โดยใช้ชื่อตำบล จากบ้านป่าก่อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านดั้งเดิม
ปัจจุบันบ้านป่าก่อ หมู่ที่ 1 มีพื้นที่ 8.42 ตารางกิโลเมตร มีประชากรทั้งสิ้น จำนวน 887 คน กลุ่มประชากรที่มีจำนวนมากที่สุด คือ ประชากรช่วงอายุ 18-49 ปี (461 คน) รองลงมาคือ ประชากรกลุ่มเด็กและเยาวชนช่วงอายุระหว่าง 1 ปี – 17 ปี ประชากรที่มีน้อยที่สุดคือ กลุ่มผู้สูงอายุ มีจำนวน 147 คน ผู้คนที่อพยพมาจากหลายถิ่นฐาน เป็นผู้คนซึ่งเคยถูกรัฐบาลกวาดล้างในอดีต และอพยพกลับมาตั้งถิ่นฐานใหม่อีกครั้ง ที่ทำกินส่วนมากเป็นที่ซึ่งทางราชการจัดสรรให้ ดังนั้นหมู่บ้านแห่งนี้จึงเป็นหมู่บ้านของคนต่างถิ่น ต่างวัฒนธรรม ต่างอาชีพ อพยพเข้ามาอยู่รวมกัน
ชนเผ่าภูไท ที่บ้านป่าก่อหมู่ที่ 1 เป็นชนเผ่าดั้งเดิมของชาวบ้านป่าก่อ ซึ่งเป็นชนเผ่าที่อพยพมาอยู่บ้านป่าก่อ ตั้งแต่ก่อนเริ่มตั้งเป็นหมู่บ้าน ปัจจุบันบริเวณที่เคยเป็นบ้านดั้งเดิมได้กลายเป็นหมู่บ้านร้าง ไม่มีผู้คนอาศัยอยู่ ชาวบ้านเรียกว่า “บ้านร้างบ้านระนอง”
ประเพณีการรำผีไท้ เป็นประเพณีที่ชนเผ่าภูไทบ้านป่าก่อพยายามรวมกลุ่มกันสืบทอดไว้ให้ลูกหลานในชุมชน ทุกปีเมื่อถึงระยะเวลาการประกอบพิธีจะมีชาวบ้านจากทุกหมู่บ้านในตำบลป่าก่อ หมู่บ้านละ 10 - 15 คน จะมาร่วมกันประกอบพิธีที่บ้านป่าก่อ หมู่ที่ 1 ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่มีชนเผ่าภูไท
อาศัยอยู่มากที่สุด และมีผู้นำทางพิธีกรรม เรียกว่า “แม่ครู” ซึ่งเป็นที่เชื่อถือของชาวบ้านอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ เดิมเมื่อถึงเวลาประกอบพิธีกรรม ชาวบ้านจะนำลูกหลานและครอบครัว หรือนำผู้ป่วยในครอบครัว มาร่วมพิธีกรรมเพราะเชื่อว่า “ผีไท้” (ผีบรรพบุรุษหรือผีฟ้าที่มีความศักดิ์สิทธิ์เหนือเทวดา) จะช่วยคุ้มครองป้องกันปกปักรักษาครอบครัว และชุมชนของตนให้อยู่เย็นเป็นสุข ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ มีความเจริญรุ่งเรือง คนป่วยก็จะหายเจ็บป่วย แต่ปัจจุบันพบว่า ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ
1) จะมีเฉพาะคนแก่ (ผู้สูงอายุเท่านั้น) ที่ให้ความสำคัญและมาร่วมพิธีกรรม เยาวชนและ
คนรุ่นพ่อแม่เริ่มไม่เชื่อถือจะมาเพียงยืนมองและดูการประกอบพิธีเพียงแค่เห็นเป็นเรื่องสนุกสนานของคนแก่ เท่านั้น เพราะในพิธีจะมีการร่ายรำ (เมื่ออัญเชิญผีไท้ลงสิงสู่ร่างกายและจิตใจ)
2) เครื่องดนตรีในพิธีกรรมคือ “แคน” และคนเป่าแคน “หมอแคน” ในพิธีกรรม ปัจจุบัน
หาคนเป่าแคนในพิธียากมากๆ บางครั้งต้องไปจ้าง “หมอแคน” จากที่อื่น เพราะผู้เป่าแคนต้องเป็นผู้มีศิลปะการเป่าชั้นสูง เป็นเสียงแคนในพิธีกรรม “ซึ่งต้องมีความไพเราะ” สอดคล้องกับช่วงการทำพิธีกรรม ความไพเราะนั้นต้องศักดิ์สิทธิ์ สามารถเรียกวิญญาณ สามารถบูชาผีไท้ให้ได้ยินและลงมาสิงสู่ ดูแลแต่ละครอบครัวที่มาร่วมพิธีกรรมได้
3) การทำพิธีในปัจจุบันทำอย่างต่อเนื่องทุกปีปีละหนึ่งครั้ง แต่ทำพอเป็นพิธีเท่านั้น รูปแบบ
บางอย่างหายไป เครื่องดนตรีหลายชนิด ซึ่งไม่ใช่เครื่องดนตรีในพิธีกรรมเพิ่มมากขึ้น เช่น อิเล็กโทน กลอง เป็นต้น คุณค่าของพิธีกรรมในอดีตจะทำเพราะเชื่อว่าถ้าเข้าพิธีกรรมและรับไท้จะช่วยให้ลูกหลานครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข มีสุขภาพดีไม่เจ็บป่วย เพราะถือว่าเป็นการไหว้ผีบรรพบุรุษและเทวดาผู้ดูแลรักษาเรา ซึ่งแต่ละครอบครัวก็จะมีผีหรือเทวดาที่มารักษาคุ้มครองแตกต่างกันไปในแต่ครอบครัว ท่ารำต่างๆที่เกิดขึ้นในระหว่างเข้าพิธีกรรมจึงแตกต่างกันไป ซึ่งในปัจจุบัน ลูกหลานจะเห็นว่าเป็นเรื่องสนุกสนานของคนแก่ ความเชื่อถือความศักดิ์สิทธิ์ การเคารพบรรพบุรุษลดลง เด็ก เยาวชน ผู้ใหญ่หลายคนมาร่วมพิธีกรรมเพียงแค่มาดูเพื่อความสนุกสนานเท่านั้น การให้ความสำคัญกับคุณค่าของพิธีกรรม ไม่มีการสืบทอดให้ความรู้กับเด็ก เยาวชน แม้แต่คนรุ่นพ่อแม่ บางคนยังขาดความเคารพนับถือ ขาดความเชื่อถือบรรพบุรุษเหมือนในอดีต
การรำผีไท้เป็นวัฒนธรรมของชาว “ภูไท” ริมฝั่งแม่น้ำโขง และมีพบเห็นในพื้นที่ลึกเข้าไปถึง แถบจังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นพื้นที่ชนเผ่าภูไท เช่นเดียวกันเป็นวัฒนธรรมความเชื่อ ที่สืบทอดเป็นเชื้อสาย
ลูกหลาน และเกี่ยวเนื่องไปถึงคนป่วยที่เจ็บออด ๆ แอด ๆกระเสาะกระแสะ หาสาเหตุไม่ได้ ซึ่งมนุษย์เชื่อว่ามีอำนาจที่มองไม่เห็นสามารถบันดาลให้เกิดทั้งสิ่งดีและสิ่งไม่ดีมนุษย์ได้สิ่งที่มองไม่เห็นนั้นเรียกว่า “ผี” และผีในกลุ่มความหมายของผู้ยึดถือวัฒนธรรมลำผีไท้นี้มีความหมายที่มีความศักดิ์สิทธิ์และอำนาจเหนือกว่าเทวดา เรียกว่า “ผีไท้” ชาวบ้านป่าก่อมีความเชื่อและนับถือผี เชื่อว่าผีไท้ คือผีบรรพบุรุษหรือผีฟ้า จะให้ความคุ้มครองรักษาตนเองครอบครัว และชุมชนให้อยู่ดีมีสุขปราศจากโรคภัยและสิ่งชั่วร้าย

การลำผีไท้ถือว่าเป็นการรักษาโรคที่ถูกกระทำจากสิ่งที่มีอำนาจเหนือธรรมดานิสัย จะรักษาด้วยยาตามหลักวิทยาการสมัยใหม่ ย่อมสุดวิสัย ต้องใช้หมอทางด้านไสยเวทวิทยา ประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อถือ นอกจากนั้นการรักษาโรคด้วยวิธีนี้ อาจครอบคลุมไปถึงพิธี แก้ไขเรื่องร้ายให้กลายเป็นเรื่องดีได้ซึ่งผู้ที่กำลังประสบอุปสรรคต่าง ๆในชีวิตจะเกิดความเครียด กังวลเพราะปัญหาต่าง ๆ ประดังเข้ามาอาจขาดสติไม่ระมัดระวังใจให้ดี ก็อาจเกิดโรคประสาทโรคจิต หรือโรคทางกายที่เกิดจากปัญหาทางจิตก็ได้ ซึ่งพิธีกรรมที่เรียกว่า “ลำผีไท้” ใช้ในการรักษาโรค มีบทบาททำให้เกิดความมั่นคงในจิตใจ มีพลังจิตที่จะต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สังคมของชาวบ้านในแถบชายแดนริมฝั่งโขง ซึ่งเคยมีปัญหาลัทธิการปกครองอื่น แทรกแซงและเกิดการต่อสู้กันจึงเป็นบริเวณที่ขาดแคลนแพทย์ และการช่วยเหลือด้านสุขภาพอนามัยจากรัฐมาก่อน ตราบใดที่มนุษย์เกิดความไม่สบายใจ ไม่มีความมั่นใจ ตราบนั่นความเชื่อ และพิธีกรรมก็จะยิ่งคงเป็นที่พึ่งทางใจให้มนุษย์ได้เสมอ ความเชื่อและพิธีกรรมจึงเป็นเรื่องที่ควรศึกษาให้เข้าใจกลไกและบทบาทการตอบสนองความต้องการทางใจของคนในสังคมเป็นอย่างยิ่ง ลำผีไท้นี้ ถือเป็นความเชื่อสูงสุดและมั่นคงของกลุ่มผู้นับถือซึ่งคุณค่าสามารถป้องปรามบุตรหลาน และผู้ใกล้ชิด ให้ระวังความประพฤติที่ผิดทำนองคลองธรรมเพราะอาจถูกกระทำจากสิ่งชั่วร้ายได้ทำให้สังคมอยู่ในกรอบของศีลธรรมอันดีได้อีกวิธีหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันพิธีกรรรมอันมีคุณค่า เหล่านี้กำลังจะถูกกลืนกลายไปกับสิ่งแวดล้อมและอารยธรรมใหม่ ๆ ที่ถูกยั่วยุโดยสิ่งต่าง ๆ ที่ฉุดดึงจิตใจของมนุษย์ให้หาสิ่งสนองความต้องการทางด้านวัตถุโดยขาดขอบเขตทางศีลธรรม จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะสืบสานวัฒนธรรมประเพณีการลำผีไท้ ขึ้นมาส่งเสริมและเก็บเน้นคุณค่าของวัฒนธรรมให้ชนรุ่นหลังได้ศึกษาและปลูกจิตสำนึกในด้านศีลธรรมให้เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน

การรำผีไท้ที่บ้านป่าก่อจะแบ่งออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1) ลำผีไท้ในโอกาสวันรวมประจำปี
ในกลุ่มผู้นับถือ จะนัดรวมกันในวันอังคาร ของเดือน 3 หรือ เดือน 4 โดยสมาชิกจะไปรวมกันพร้อมเครื่องสักการะดังนี้
- เครื่องสักการะ
ขัน 5 ขัน 8 ดอกลั่นทมสีขาว ธูป เทียน ดอกไม้ อื่น ๆ สีขาว เหล้า 1 เป๊ก น้ำมะพร้าว ไข่(ดิบ) ถ้วยข้าวสารสำหรับตั้งไข่ ผ้าซิ่น แพรวา ค่าครูหกสลึง
- การบูชา
มีการเตรียมสถานที่ก่อน 1 วัน เช่นกางเต็นท์ หรือทำ “ผาม” (ปะรำพิธี) เพื่อต้อนรับสมาชิก ซึ่งจะเริ่มทยอยเข้ามารวมกันตั้งแต่เช้าของวันทำพิธี จนบ่าย 3-4 โมง เริ่มเตรียมประกอบพิธีโดย
“หมอหลวง” ซึ่งที่บ้านป่าก่อนั้น ผู้นำทางพิธีกรรมเป็นผู้หญิงชาวบ้านมักเรียกว่า “แม่ครู” คือผู้นำทำพิธีซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้อาวุโสที่สุด เป็นหญิงหรือชายก็ได้ แม่ครูจะนุ่งชุดผ้าไหม (หรือชุดที่สวยที่สุด) เข้าทำพิธี สมาชิกแต่ละคนจะถือเครื่องสักการะของตนซึ่งมีทุกคน คำกล่าวในคำสักการะขึ้นต้นด้วยนะโม 3 จบ และต่อด้วยการอัญเชิญ “ไท้” ผู้ซึ่งให้การดูแลรักษาเหล่าเทวดา และวิญญาณบรรพบุรุษ เนื้อหาในการสื่อสารกับไท้นั้น เป็นคำเยินยอว่าได้เลือกสถานที่ วันเวลา ในการประกอบพิธี ในขณะนั้นว่าดีเลิศเหมาะสมจึงขอเชิญท่านได้ ผู้รักษาและต่อด้วย สรรพคุณของท่านให้มากมาย ซึ่งคำเหล่านี้จะไม่เอ่ยวาจาทุกคำ แต่จะเป็นการสื่อสารทางใจ หรืออธิฐานในใจ ถ้าท่านไท้จะเทียม (ลงล่วง หมายถึง เข้าสิง) สังเกตผู้ไหว้วอนนั้น จะมีอาการสดชื่น ยินดีหน้าตาเบิกบาน เมื่อได้ยินเสียงแคน ก็จะลุกขึ้น ลำ ฟ้อน แสดงความสนุกสนาน ตลอดถ้าเหนื่อยก็จะไปนั่งเสี่ยงทายสลับกันไป ท่ารำ (ฟ้อน) มีดนตรีประกอบคือ แคน ในท้องถิ่นที่นับถือกันมาก ส่วนท่ารำ จะเป็นไปตามความถนัดของผู้รำ จะร้องรำประกอบดนตรีไปโดยจับถ้อยคำได้บ้าง ไม่ได้บ้าง ซึ่งเนื้อความลำนั้น จะเกิดขึ้นเองได้เอง (นึกได้) ในขณะทำพิธีนั่นเอง ส่วนท่าฟ้อน ก็จะเป็นไปตามความถนัดของแต่ละคน แต่อาจมีท่าที่เกี่ยวกับการประกอบอาชีพ เช่น ท่าปักดำ เกี่ยวข้าว เป็นต้น
2. รำผีไท้ในโอกาสรักษาคนป่วย (รำส่อง)
เมื่อมีคนเจ็บป่วยกระเสาะกระแสะ หาสาเหตุของการเจ็บป่วยไม่ได้ แม้เข้ารักษาตามแบบวิทยาการสมัยใหม่แล้ว ก็ยังไม่มีอาการดีขึ้น ญาติของผู้ป่วยก็จะไปติดต่อ “หมอหลวง” มารำส่องดูว่า ผู้ป่วยนั้นถูก “ทำ” หรือไม่ โดยเตรียมเครื่องสักการะตามปกติ และตั้งไข่ในด้วยข้าวสารเพื่อเสี่ยงทาย หมอหลวงจะสังเกตดูคนป่วยในขณะรำ ถ้าเห็นหน้าตาเบิกบานอยากลุกขึ้นแสดงว่า คนป่วยนั้นจะสามารถรักษาได้ด้วยการรำไท้ และเข้าเป็นสมาชิกของไท้ต่อไป แต่ถ้าสังเกตเห็นคนป่วยนอนเฉยไม่มีจิตใจ “ม่วนชื่น”ไม่อยากรำฟ้อน ไม่ยิ้มแย้มก็จะแสดงว่า คนป่วยนั้นสามารถรักษาได้
3. การรำตัดเคราะห์หรือปัดรังครวน (ควัญ)
เป็นการทำพิธีให้สมาชิกของรำผีไท้ ทำพร้อมกันกับการรำในโอกาสวันรวมประจำปี โดยมีการเตรียมเครื่องสักการะคือ ข้าวดำ ข้าวแดง ไก่ น้ำอบน้ำหอม และหมอหลวง จะมีอุปกรณ์ตัดเคราะห์คือดาบ เมื่อสมาชิกสังเกตในรอบปีที่ผ่านมา มีการเจ็บป่วยบ่อย ๆ ก็จะให้หมอหลวงทำการตัดเคราะห์กรรม
โดยมีการรำดาบ และใช้ดาบตัดตามข้าง ๆ ตัว ผู้เป็นสมาชิกนั้น เมื่อเห็นว่าการตัดเคราะห์เสร็จสิ้นแล้ว ก็จะห่อข้าวดำ ข้าวแดง และเป็นนัยว่า ห่อพร้อมกับเคราะห์ไปทิ้ง และก็พรมน้ำอบน้ำหอม ซึ่งถือว่าเป็นการชำระล้างเคราะห์ และป้องกันไม่ให้เคราะห์กลับเข้าหาตัวอีครั้ง

 

 

 

จำนวนผู้เยี่ืยมชม

Web Site Counter

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดอำนาจเจริญ
ที่ตั้ง :: ศาลากลางจังหวัดอำนาจเจริญ ห้อง ๒๐๕
ตำบลโนนหนามแท่ง อำเภอเมือง จังหวัดอำนาจเจริญ ๓๗๐๐๐
โทร. ๐-๔๕๕๒-๓๑๒๔ โทรสาร. ๐-๔๕๕๒-๓๑๒๓