แหล่งประวัติศาสตร์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ที่ตั้ง ประดิษฐ์ฐานอยู่ ณ บริเวณวงเวียนอนุสาวรีย์สี่แยกถนนสายบุรีรัมย์ – สตึก ตัดกับถนนสายบุรีรัมย์ – ประโคนชัย อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ อนุสาวรีย์นี้ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชสยามกุฎมราชกุมาร ได้เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2538ความเป็นมา การสร้างพระบรมราชาอนุสาวรีย์พระบาท สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชสร้างขึ้นตามหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ระบุว่า
เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2319 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งสมเด็จเจ้าพระยาจักรีได้ยกกองทัพไป ปราบกบฏพระยานางรองเมื่อเสด็จฯ กลับได้พบเมืองร้างชัยภูมิดี จึงให้รวบรวมผู้คนแล้วก่อตั้งเมืองชื่อว่า “เมืองแปะ” ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็น “เมืองบุรีรัมย์” ด้วยจิตสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันใหญ่หลวงที่มีต่อชาวบุรีรัมย์ ประชาชนชาวบุรีรัมย์จึงพร้อมใจกัน จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขึ้น

พระบรมราชานุสาวรีย์
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว

ที่ตั้ง ประดิษฐ์ฐานอยู่ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นในช่วงที่ นายสุรวุฒิ บุญญานุศาสน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชการจังหวัดบุรีรัมย์ ในสมัยนั้น โดยทำการวางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ 2513 สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสารณ์การรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่มีต่อประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทย โดยเฉพาะชาวจังหวัดบุรีรัมย์

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ที่ตั้ง ประดิษฐานอยู่ ณ บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดบุรีรัมย์ สร้างขึ้นในช่วงที่
นายสุรวุฒิ บุญญานุสาสน์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่ง ผู้ว่าราชจังหวัดบุรีรัมย์โดยทำการวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2513
ความเป็นมา สร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานการรำลึกถึงพระมาหากรุณาธิคุณที่มีต่อ ประเทศชาติและพสกนิกรชาวไทยเป็นองค์ผู้ให้กำเนิดลูกเสือไทย ซึ่งลูกเสือชาวบ้านและลูกเสือในโรงเรียน จะได้มากระทำพิธีในวันกำเนิดลูกเสือไทย)ในวันที่ 1 กรกฎาคมของทุกปี) และวันบำเพ็ญประโยชน์ของลูกเสือเป็นประจำทุกปี ต่อหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 ณ สนามหน้าศาลากลาง จังหวัดบุรีรัมย์

อนุสาวรีย์เราสู้
ตั้งอยู่ที่ตำบลโนนดินแดง อำเภอโนนดินแดง จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นอนุสรณ์ที่สร้างขึ้นเพื่อระลึก ถึงเกียรติประวัติ และสดุดีวีรกรรมของประชาชน เจ้าหน้าที่พลเรือน ตำรวจ ทหาร และบรรดาที่ได้ผนึกกำลังกัน ต่อสู้กับผู้ร้ายคอมมิวนิสต์ ที่ขัดขวางการสร้างยุทธศาสตร์สายสำคัญที่ก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่ง ทั้งด้านการปกครองป้องกัน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ส่งผลต่อความมั่นคงของชาติโดยตรง อนุสาวรีย์เราสู้ เป็นปติมากรรมรูปแบบลอยตัว คือ สามารถมองเห็นได้รอบด้าน ประกอบด้วยภาพราษฎร ชาย – หญิง ทหาร ตำรวจ อส. และ ทสปช. จำนวน 5 คน หล่อด้วยโลหะรมดำ ขนาดเท่าตัวจริง ลักษณะหันหลังชนกัน มือถือธงชาติไทย และอาวุธในท่านการรวมพลังการต่อสู้ ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมสูง ทั้งสี่ด้าน มีภาพนูนสูง หล่อด้วยปูนซีเมนต์ปั้นเป็นภาพแสดงเรื่องราวต่าง ๆ คือ ภาพแสดงการดำรงชีวิตของชาวบ้านอย่างสงบสุข เป็นภาพแสดงการสร้างทางสายละหานทราย – ตาพระยา ภาพแสดงการร่วมมือกันระหว่าง ทหาร ตำรวจ ประชาชนฯ ต่อสู้กับผู้ที่ขัดขวางการสร้างทาง และภาพแสดงถึงชัยชนะของรัฐบาลต่อผู้ก่อการร้าย

อนุสรณ์สถานประชาชน - อีสานใต้
ตั้งอยู่บริเวณวัดบ้านโคกเขา ตำบลโคกมะม่วง อำเภอปะคำ จังหวัดบุรีรัมย์ สร้างไว้เพื่อ บรรจุอัฐิของผู้เสียชีวิตในเขตป่าเขาของภาคอีสานใต้ยุคที่การต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธระหว่างรัฐบาลกับพรรคคอมมิวนิสต์ ์แห่งประเทศไทย (พคท.) เมื่อปี พ.ศ. 2538 ญาติมิตรของผู้สละชีวิตไปในเขตป่าเขา และคณะทำงานขุดหาศพได้ร่วมกันนำอัฐิที่ขุดหามาได้ทำพิธีฌาปณกิจ และได้รวบรวมปัจจัยก่อสร้างเป็นสถูป หรืออนุสรณ์สถานขึ้น ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปลักษณ์อิงสถาปัตยกรรมขอม ความสูงประมาณ 4-5 ชั้น มีบันไดทางขึ้น 2 ทิศด้วยกัน ส่วนตัวองค์สถูปจารึกชื่อผู้เสียชีวิต ไว้ทั้งสองด้าน ที่เหลือเป็นประตูทงเข้า และช่องกลางขององค์สถูปสำหรับเป็นที่เก็บโกศ ส่วนบริเวณรอบ ๆ สถูป ก่อนสร้างเป็นลานกว้าง มีรัศมี 12 เมตร พื้นปูด้วยหินทราย ขอบลานด้านหนึ่งสร่างเป็นอัฒจันทร์ สำหรับนั่งพักผ่อน