สันนิษฐานว่าปรางค์องค์กลางนี้
คือ ปรางค์องค์ประธานของปราสาทเมืองต่ำ ส่วนแถวหลังมีปรางค์อิฐจำนวน 2
องค์ วางตำแหน่งให้อยู่ระหว่างช่อง ของปรางค์ 3 องค์ ในแถวแรก ทำให้สามารถมองเห็นปรางค์ทั้ง
5 องค์ พร้อมกันโดยไม่มีองค์หนึ่งมาบดบัง จากแผนผังของปราสาทดังกล่าวแสดง
ให้เห็นถึงความชาญฉลาดของสถาปนิกสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งปรางค์แต่ละองค์และองค์ประกอบอื่น
ๆที่ยังคงสภาพเหลืออยู่ในปัจจุบันมีรายละเอียด ดังนี้
ปรางค์ประธาน ตั้งอยู่ตรงกลางของแถวหน้า
มีขนาดใหญ่กว่างปรางค์บริวารองค์อื่น ๆ มีสภาพให้เห็นเฉพาะฐานเท่านั้น
โดยมีผนังเป็นรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อมุมขนาด 7 x 7 เมตร แม้องค์ประธานจะมีสภาพพังทลายลงเหลือเฉพาะส่วนฐานก็ตาม
แต่ลักษณะโครงสร้าง โดยรวมนั้นมีลักษณะ เหมือนกับปรางค์บริวารทั้ง 4 องค์
จะต่างกันก็เพียงแต่ปรางค์ประธานมีมุขหน้า ส่วนปรางค์บริวารไม่มี ปรางค์ประธานจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
และเป็นด้านที่มีประตูเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์เพียงด้านเดียว ส่วนที่เหลืออีก
3 ด้าน คือ ทิศเหนือ ทิศใต้ และทิศตะวันตกนั้น ทำเป็นรูปประตูหลอก เปิดปิดเข้าสู่ภายในองค์ปรางค์ไม่ได้
ทั้งนี้เป็นเหตุผลทางด้านความมั่นคงแข็งแรงขององค์ปรางค์ ทำให้สามารถรองรับน้ำหนักของวัสดุก่อสร้างที่กดทับลงมาจากส่วนยอดหรือ
ชั้นเชิงบาตร
จากการขุดค้นเพื่อทำการบูรณะปราสาทเมืองต่ำของกรมศิลปากร
ได้ขุดพบหน้าบันและทับหลังของมุขปราสาทปรางค์ประธานทำจากหินทราย หน้าบันจำหลักเป็นรูปพระอินทร์ประทับนั่งในท่ามหาราชลีลาสนะ
คือ นั่งชันเข่าขวาขึ้น ขาซ้ายพับ เหนือข้างเอราวัณสามเศียรในซุ้มเรือนแก้วอยู่บน
หน้ากาล ลักษณะของซุ้มหน้าบันนี้ เป็นศิลปะเขมรแบบาปวน มีอายุราวครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่
16
ปรางค์บริวารแถวหน้า ตั้งอยู่สองข้างของปรางค์ประธาน
มีขนาดเท่ากัน คือ กว้างและยาวประมาณ 5 เมตร เหนือส่วนฐานขึ้นไปเป็นเรือนธาตุ
หรือตัวอาคาร ก่อเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีประตูทางเข้าออกทางเดียวที่ด้านทิศตะวันออก
ส่วนด้านอื่น ๆ ทำเป็นประตูหลอกเหนือเรือนธาตุขึ้นไป เป็น ส่วนหลังคาหรือส่วนยอด
ทำเป็นรูปเรือนธาตุวางซ้อนขึ้นไปเป็นชั้น ขนาดลดหลั่นกันไปรวม 5 ชั้น แต่พังทลายลงเหลือเพียงสองชั้น
ที่ยอดบนสุดของ ปรางค์แต่ละองค์จะประดับด้วยหินทรายแกะสลักเป็นรูปบัวกลุ่มซึ่งปัจจุบันพังทลายลงมากองอยู่บริเวณพื้นด้านล่าง
ปรางค์บริวารแถวหลัง ปรางค์บริวารแถวหลังของปราสาทเมืองต่ำเป็นปรางค์รูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาด
4 x 4 เมตร ลักษณะโดยรวมของปราค์ เหมือนกับปรางค์ประธานและปรางค์บริวารแถวหน้า
ทับหลังปรางค์บริวารองค์ด้านทิศเหนือจำหลักเป็นภาพพระกฤษณะและโควรรธนะ
พระกฤษณะ นี้ในคัมภีร์ศาสนาฮินดูกล่าวว่า เป็นอวตารปางหนึ่งของพระนารายณ์ผู้ทรงเป็นเทพเจ้าสูงสุด
1 ใน 3 องค์ ของศาสนาฮินดู กล่าวกันว่าพระกฤษณะได้ ระงับวิธีบูชาพระอินทร์ของเหล่าคนเลี้ยงโค
ทำให้พระอินทร์พิโรธบันดาลให้พายุกรวดทรายตกลงมาใส่หมู่บ้านคนเลี้ยงโค
พระกฤษณะจึงยกเขา โควรรธนะขึ้นป้องกัน โดยข้างกายพระองค์จำหลักเป็นภาพคนเลี้ยงโคและโคเข้าหลบกำบังพายุ
ข้างใต้ลงไปเป็นรูปหน้ากาลจับพวงมาลัยมีอุบะแบ่ง เสี้ยวแถบบนทับหลังมีแถวกรอบรูปสามเหลี่ยมคล้ายกลีบบัวจำนวน
8 กลีบ ส่วนทับหลังปรางค์บริวารด้านทิศใต้ จำหลักเป็นภาพพระวรุณเทพเจ้า
แห่งฝนฟ้า และเทพรักษาทิศตะวันตก ประทับนั่งท่ามมหาราชลีลาสนะบนหงส์สามตัวแบกอยู่เหนือกาล
มือหน้ากาลจับท่อนพวงมาลัยทีมีอุบะแบ่ง เสี้ยว แถบบนทับหลังสลักเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายกลีบบัวจำนวน
13 กลีบ
บรรณาลัย บรรณาลัย หรืออาคารหลังเล็ก
ๆ ตั้งอยู่ด้านหน้าปราสาทอยู่ที่มุมด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือและทางทิศตะวันออกเฉียงใต้
หันหน้า เข้าสู่กลุ่มปราสาท คือ หันหน้าไปทางทิศตะวันตก สร้างด้วยอิฐบนฐานศิลาแลง
มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ที่ทับหลังของอาคารทั้งสองสลักภาพอย่าง เดียวกัน
คือ สลักภาพตรงกลางเหนือหน้ากาลเป็นรูปเทพประทับนั่งในท่ามมหาราชสีลาสนะ
หัตถ์ขวาถือวัตถุลักษณะ น่าจะเป็นกระบองหรือคทา อยู่บนแท่นภายในซุ้มเหนือหน้ากาลที่คาบท่อนพวงมาลัย
ไม่มีอุบะเสี้ยว ตามแบบศิลปะเขมรแบบบาปวน ในครึ่งหลังพุทธศตวรรษที่ 16
ระเบียงคด เป็นสิ่งก่อสร้างที่มีลักษณะเป็นห้องยาว
ๆ ล้อมรอบกลุ่มปราสาทอิฐและบรรณาลัย มีแผนผังเป็นรูปสี่เหลี่ยผืนผ้า ก่อด้วยหินทรายเป็น
ห้องแคบ ๆขนาดกว้างประมาณ 2 เมตร ต่อกันโดยรอบ ปูพื้นด้วยศิลาแลงผนังของระเบียงคดทั้งด้านนอกและด้านนอกและด้านใน
มีหน้าต่างเป็น ระยะ ๆ ผนังด้านในเป็นหน้าต่างโล่ง ส่วนผนังด้านนอกเป็นลูกกรงทำด้วยหินทรายกลึง
เรียกว่า ลูกมะหวด ช่องละ 7 ต้น
สระน้ำและลานปราสาทระหว่างกำแพงคดกับระเบียงแก้ว
ถัดจากระเบียงคดออกไปทั้ง 4 ด้าน มีลานกว้างคั่นอยู่ และที่มุมลานทั้ง
4 มี สระน้ำเป็นรูปหักมุมตามแนวกำแพงที่ว่างระหว่างสระทั้ง 4 ทิศ คือ ทิศเหนือ
ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก เป็นทางเดินเชื่อมระหว่างซุ้มประตูทางเข้า ทั้ง
4 ทิศของระเบียงคด
กำแพงแก้วและซุ้มประตู กำแพงแก้วปราสาทเมืองต่ำนี้ก่อสร้างด้วยศิลาแลงสูงประมาณ
2.70 เมตร มีผังเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้ากว้างประมาณ 120 เมตร ยาวประมาณ
127 เมตร บนสันกำแพงแก้วตกแต่งด้วยบราสีหินทราย บริเวณกึ่งกลางของกำแพงแก้วทั้ง
4 ทิศ มีซุ้มประตูทางเข้า ก่อด้วย ศิลาทรายมุงกระเบื้อง เครื่องไม้ซุ้มประตูกำแพงแก้วทั้ง
4 ด้าน มีลักษณะแตกต่างกันเล็กน้อย คือ ซุ้มประตูทางด้านทิศตะวันออก และทิศตะวันตก
จะ ชักปีกจากห้องกลางทั้ง 2 ข้าง มีประตูและบันไดขึ้นลงทั้งห้องกลางและห้องปีก
ส่วนที่ซุ้มประตูด้านทิศเหนือและทิศใต้ชักปีกออกไปทั้งสองข้างเช่น กัน
มีแต่บันไดให้ขึ้นลงเฉพาะห้องกลางเท่านั้น
บาราย บารายเป็นแหล่งน้ำที่ขุดสร้างขึ้นเพื่อใช้ในการอุปโภคบริโภคและการชลประทานของชุมชน
ปัจจุบันเรียกกันว่า ทะเลเมืองต่ำ ตั้งอยู่ทาง ทิศเหนือของปราสาทเมืองต่ำ
มีขนาดกว้างประมาณ 510 เมตร ยาว 1,090 เมตร ลึกประมาณ 3 เมตร ก่อขอบสระด้วยศิลาแลง
36 ชั้น บนขอบสระ ด้านทิศเหนือและทิศใต้มีท่าน้ำเป็นชานกว้าง ประมาณ 6.90
เมตร ยาว 17 เมตร ปูด้วยศิลาแลงลาดไปยังฝั่งน้ำซึ่งก่อบันไดท่าน้ำเป็นทางลาดลงสระ
จำนวน 5 ขั้น บารายนี้น่าจะมีทางรับน้ำด้านทิศตะวันตกจากภูเขาไปรบัด และภูเขาพนมรุ้งและระบายน้ำออกไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ
และทาง ทิศตะวันออกเฉียงใต้