เว็บไซต์หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

"ประวัติพระยาศรีสุนทรโวหาร  (น้อย  อาจารยางกูร)"

(ต่อ)


 

ครั้นเมื่อ ณ วัน ๔ เดือน ๑ แรม ๒ ค่ำ ปีมะแมตรีศก จุลศักราช ๑๒๓๓ ท่านได้คิดแบบสอนหนังสือไทย คือ มูลบทบรรพกิจเล่ม ๑ วาหะนิตินิกรเล่ม ๑ อักษรประโยคเล่ม ๑ สังโยคพิธานเล่ม ๑ พิศาลการันต์เล่ม ๑ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย ให้เอาต้นฉบับหนังสือทั้ง ๕ เรื่องนั้น ลงพิมพ์ที่โรงพิมพ์หลวง สำหรับจะได้จำหน่ายพระราชทานให้แก่ผู้เล่าเรียนต่อไป ฝ่ายความชอบที่เป็นผู้ต้นคิดแบบเรียนแบบสอนนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งยศขึ้นเป็นหลวงสารประเสริฐ ปลัดทูลฉลองกรมพระอาลักษณ์ กรมพระอาลักษณ์นี้ยังมิได้เคยมีตำแหน่งเป็นหลวงมาก่อนเลย แล้วพระราชทานสมปักเชิงปูม กับเสื้อแพรเขียวเป็นเครื่องยศ พระราชทานเบี้ยหวัดเงินปีปีละ ๒ ชั่ง

ครั้น ณ วัน- ค่ำ ปีวอกจัตวาศก ๑๒๓๔ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นครูสอนหนังสือไทยในกรมทหามหาดเล็ก คือสอนพวกนายทหารแลมหาดเล็กชั้นเล็กๆ ซึ่งพระยาสุรศักดิ์มนตรี(แสง) เป็นต้นคิดจัดการตั้งโรงเรียนขึ้นในออฟฟิศมหารมหาดเล็ก ในพระบรมมหาราชวังเป็นครั้งแรก

ครั้นเมื่อ ณ วัน ค่ำ ปีระกาเบญจศก จุลศักราช ๑๒๓๕ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งเป็นโรงเรียนหลวงขึ้นในพระบรมมหาราชวัง แล้วจึงโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นอาจารย์ใหญ่ สั่งสอนพระเจ้าน้องยาเธอ พระเจ้าน้องนางเธอ ที่ยังทรงพระเยาว์อยู่ แลหม่อมเจ้า หม่อมราชวงศ์ แลบุตรหลานข้าราชการผู้ใหญ่ผู้น้อยทั้งปวงทั่วไป โดยแบบเรียนหนังสือไทย ซึ่งท่านได้คิดขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายไว้ทั้ง ๕ ฉบับนั้น ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือนๆ ละ ๖๐ บาท

ภายหลังท่านได้คิดแบบหนังสือไทยเพิ่มขึ้นอีกหลายฉบับ คือไวพจนพิจารณเล่ม ๑ อนันตะวิภาคเล่ม ๑ เขมรากษรมาลาเป็นแบบหนังสือขอมเล่ม ๑ นิติสารสาธกเล่ม ๑ ปกิระณำพจนาตถ์เล่ม ๑ แลแบบโคลงฉันท์อีกหลายเรื่อง ในขณะนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นที่ ๔ ชื่อ ภัทราภรณ์ เป็นเกียรติยศในความชอบ เมื่อ ณ วัน ๕ เดือน ๖ ขึ้น ๑๒ ค่ำ ปีระกาเบญจศก จุลศักราช ๑๒๓๕

ครั้นต่อมาภายหลัง พระยาศรีสุนทรโวหาร(ฟัก) เจ้ากรมอาลักษณ์ถึงแก่กรรมลง จึงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ว่า จะทรงตั้งให้ท่านเป็นที่พระศรีภูริปรีชาเสนาบดีศรีสารลักษณ์ เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ถือศักดินา ๕๐๐๐ ท่านจึงได้กราบบังคมทูลพระกรุณา ขอรับพระราชทานถือศักดินา ๓๐๐๐ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท่านเป็นที่พระศรีสุนทรโวหาร เจ้ากรมพระอาลักษณ์ ถือศักดินาแต่ ๓๐๐๐ ตามที่ได้กราบบังคมทูลนั้น แล้วพระราชทานโต๊ะถมกาถมเป็นเครื่องยศ แลเบี้ยหวัดปีละ ๓ ชั่ง ตั้งแต่ ณ วัน ๖ เดือน ๙ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีกุนสัปตศก จุลศักราช ๑๒๓๗

ครั้นเมื่อ ณ วัน ๗ เดือน ๖ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีกุนนพศก จุลศักราช ๑๒๔๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท่านเป็นองคมนตรีที่ปรึกษาราชการ แลในขณะนั้นขุนหลวงพระยาไกรษี ซึ่งได้รับราชการตำแหน่งสภาเลขานุการในที่ประชุมที่ปรึกษาราชการแผ่นดิน แลที่ประชุมองคมนตรีนั้นถึงแก่กรรมลง ท่านก็ได้รับราชการตำแหน่งเลขานุการในสภาทั้ง ๒ นั้นสืบมาด้วย

เมื่อ ณ วัน - เดือน ๓ ปีเถาะเอกศก จุลศักราช ๑๒๔๑ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชศรัทธาในการที่จะปฏิสังขรณ์ซ่อมแซมวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ซึ่งเป็นการรกร้างค้างมาหลายปีแล้วนั้น ให้เป็นอันสำเร็จบริบูรณ์ขึ้น จึงได้ทรงพระราชดำริพร้อมด้วยพระบรมวงศานุวงศ์ มีสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ แลพระเจ้าน้องยาเธอเป็นอันมาก ทรงกะปันหน้าที่แยกกันเป็นด้านๆ ออกไป แล้วเขียนรูปภาพเป็นเรื่องรามเกียรติ์ตามพระระเบียงรอบพระอุโบสถ แล้วได้โปรดเกล้าฯ ให้เกณฑ์ข้าราชกรที่เป็นจินตกวีรับแต่งโคลงรามเกียรติ์ มาจารึกเป็นห้องๆ ไป

ในขณะนั้นได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ท่านเป็นแม่กองตรวจโคลงที่ข้าราชการแต่งมาทูลเกล้าฯ ถวาย โดยรอบพระอารามนั้น แล้วท่านก็ได้รับแต่งทูลเกล้าฯ ถวายในส่วนหน้าที่ ที่กะแบ่งให้ท่านก็มีหลายห้องเหมือนกัน

อนึ่งเมื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งโรงเรียนขึ้นที่พระราชวังเดิมสวนนันทอุทธยานนั้น ก็ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ตั้งให้ท่านเป็นกรรมสัมปาทิกช่วยจัดการโรงเรียนนั้นด้วย แล้วภายหลังท่านได้แต่งหนังสือเป็นคำกลอนเล่ม ๑ ชื่อว่าปกิระณำพจนาตถ์ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เป็นที่ถูกพระราชอัธยาศัย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ช้างเผือกชั้นที่ ๓ ชื่อ นภาภรณ์ อีดดวง ๑ เป็นเกียรติยศในความชอบ เมื่อ ณ วัน ๕ เดือน ๕ ขึ้น ๑ ค่ำ ปีมะโรงยังป็นเอกศก จุลศักราช ๑๒๔๑

ครั้นเมื่อ ณ วัน ๒ เดือน ๕ แรม ๑๔ ค่ำ ปีมะเมียจัตวาศก จุลศักราช ๑๒๔๔ การพระราชปฏิสังขรณ์ วัดพระศรีรัตนศาสดารามเป็นอันสำเร็จบริบูรณ์แล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯ ให้มีการสมโภชวัดนั้นเสร็จแล้ว จึงได้โปรดเกล้าฯ พระราชทานบำเหน็จรางวัลในความชอบต่างๆ แก่พระบรมวงศานุวงศ์ แลข้าราชการที่ได้รับหน้าที่เป็นนายด้านทำการต่างๆ ในบริเวณวัดพระศรีรัตนศาสดารามนั้น เพื่อเป็นที่ระลึก ส่วนในหน้าที่ของท่านซึ่งเป็นแม่กองตรวจโคลงแต่งโคลงนั้นก็มีความชอบในราชการ จึงได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่งยศขึ้นเป็น พระยาศรีสุนทรโวหาร ญาณปรีชามาตย์ บรมนารถนิตยภักดี พิริยพาหะ คงถือศักดินา ๓๐๐๐ แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโต๊ะทองกาทองเป็นเครื่องยศ รับพระราชทานเบี้ยหวัดปีละ ๔ ชั่ง ตั้งแต่ ณ วัน ๔ เดือน ๕ แรม ๙ ค่ำ ปีมะเมียยังเป็นตรีศก จุลศักราช ๑๒๔๓

ภายหลังท่านได้คิดแต่งแบบเรียนหนังสือไทยเป็นคำโคลงฉันท์ต่างๆ เป็นคำอธิบายชี้แจงถ้อยคำแลตัวสะกดในแบบไวพจนพิจารณาเล่ม ๑ ให้ชื่อว่า ไวพจนประพันธ์ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายถูกต้องตามพระราชอัธยาศัย เป็นความชอบในราชการ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเหรียญดุษฎีมาลา เข็มศิลปวิทยา ว่าเป็นผู้มีความรู้พอเศษในหนังสือไทยเป็นเกียรติยศ เมื่อ ณ วัน ๗ เดือน ๒ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีมะเมียจัตวาศก ๑๒๔๔

ครั้นต่อมา ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลิกจากการสอนหนังสือไทยที่โรงเรียนหลวง แล้วให้มาเป็นอาจารย์ถวายพระอักษร สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ แลสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ สยามมกุฎราชกุมาร แลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้า แลพระเจ้าลูกเธอเป็นอันมาก แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกรรมสัมปาทิกสำหรับสอบไล่วิชาหนังสือไทยชั้นสูงในที่ประชุมเสมอทุกๆ ปีไป ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานเงินเดือน เดือนละ ๑๒๐ บาท

อนึ่ง ท่านก็ได้รับพระราชทานตราตั้งเป็น กรรมสัมปาทิกในหอพระสมุดวชิรญาณ ในปีที่ ๕ ของหอพระสมุดวชิรญาณ เมื่อ ณ วัน ๖ เดือน ๑๑ ขึ้น ๕ ค่ำ ปีระกาสัปตศก ๑๒๔๗ ตลอดกำหนด

แลโปรดเกล้าฯ ให้เป็นกรรมสัมปาทิกในการตีพิมพ์พระไตรปิฎก แลได้รับราชการจรต่างๆ เป็นอันมาก

ครั้นถึง ณ วันที่ ๑๙ เดือนพฤศจิกายน รัตนโกสินทรศก ๑๐๘ ทรงพระราชดำริเห็นว่า ท่านเป็นคนรับราชการต่างๆ มานาน มีความชอบในราชการแลมีอายุสูงแล้ว แลเป็นพระอาจารย์ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร แลพระบรมวงศานุวงศ์ แลข้าราชการเป็นอันมาก สมควรที่จะได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูลต่อไป จึงพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์สำหรับตระกูล ชื่อ ทุติยจุลจอมเกล้าฯ แลพานหมาก คนโททอง กระโถนทอง เป็นเครื่องยศ ให้สมกับความชอบในราชการ

การกุศลซึ่งท่านได้บำเพ็ญให้เห็นปรากฏเป็นถาวรทานไว้นั้น คือท่านได้แต่งหนังสือไว้ว่าด้วยคติโลกคติธรรม ชื่อ มหาสุปัสสีชาดกเรื่อง ๑ ธรรมุเทศเรื่อง ๑ กับได้บริจาคทรัพย์สร้างตะพานแลส้วมที่วัดชุมพลนิกายาราม ที่เกาะบางปะอินแห่ง ๑ ได้สร้างถนนแลตะพานตั้งแต่ประตูพฤฒิบาศ ตลอดไปถึงวัดโสมนัสวิหารแห่ง ๑

ครั้นเมื่อ ณ วันเดือน ๑๐ ปีเถาะตรีศก จุลศักราช ๑๒๕๓ ตรงกับวันที่ ๒๑ กันยายน รัตนโกสินทรศก ๑๑๐ ท่านป่วยมีอาการเป็นไข้เส้นให้สะบัดร้อนสะบัดหนาว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานหมอหลวงมารักษา แลได้หาหมอเชลยศักดิ์มารักษาด้วย แต่อาการท่านหาคลายไม่ จึงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาอมรสารทประสิทธิ์ศิลปะมารักษา มีอาการให้เหนื่อยหอบเป็นกำลัง รับประทานอาหารไม่ใคร่ได้ ครั้นถึง ณ วัน ๖ เดือน ๑๑ ขึ้น ๑๔ ค่ำ ปีเถาะตรีศก ๑๒๕๓ ตรงกับวันที่ ๑๖ เดือนตุลาคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๐ ท่านได้สั่งให้ข้าพเจ้านำดอกไม้ธูปเทียนมาทูลเกล้าฯ ถวายในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กราบถวายบังคมลา เวลาบ่าย ๕ โมงเศษก็ถึงแก่อนิจกรรม

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นที่ทรงพระเมตตาอาลัยในท่านว่า เป็นผู้มีคุณวุฒิในวิชาหนังสือไทยหนังสือขอม แลเป็นผู้นิพนธ์คิดพระนามแลชื่อต่างๆ โดยพิสดาร แลรอบรู้วิชาการอื่นๆ อีกเป็นอันมาก แลเป็นผู้มีสัตย์ธรรม์ มั่นคงจงรักภักดีต้อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท มีความอุตสาหะตั้งใจทำราชการฉลองพระเดชพระคุณโดยความกตัญญูกตเวทีโดยแท้ มิได้มีความผิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดให้เป็นที่ขุ่นเคืองใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทเลย แลได้รับราชการในตำแหน่งพระอาจารย์แห่งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารด้วย จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศโถมีเครื่องพร้อมให้เป็นเกียรติยศ

อนึ่ง เมื่อเวลาที่ท่านป่วยอยู่นั้น สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้าวชิรุณหิศ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อยังทรงพระผนวชเป็นสามเณรอยู่ ณ วัดบวรนิเวศน์วิหาร ได้มาทรงรับบิณฑบาตถึงบ้านท่าน ๒ ครั้ง และได้โปรดเกล้าฯ รับสั่งว่าจะทรงเป็นธุระเป็นเจ้าภาพจัดการปลงศพเอง

ครั้นภายหลังทรงลาพระผนวชแล้ว มาจนถึง ณ วัน ๖ เดือน ๒ ขึ้น ๙ ค่ำ ปีมะเมียฉศก จุลศักราช ๑๒๕๖ ตรงกับวันที่ ๔ มกราคม รัตนโกสินทรศก ๑๑๓ ก็เผอิญเสด็จสวรรคตล่วงลับไปเสีย การศพท่านจึงได้ตกค้างมาหลายปี

ครั้งนี้มารดาข้าพเจ้ามีความวิตกเกรงจะค้างช้าต่อไปอีก จึงได้นำเงิน ๒๐ ชั่ง ในส่วนจะได้ทำกาลปลงศพท่านไปถวายพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมตอมรพันธ์ เพื่อจะได้ทรงเป็นพระธุระจัดการปลงศพต่อไป เพราะเหตุว่าเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้มีความนับถือในพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์นี้เป็นอันมาก และเมื่อเวลาที่ท่านป่วยหนักลงนั้น ท่านได้เรียกข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรใหญ่เข้าไปสั่งว่า ให้มีความเคารพนับถือฝากตัวในพระเจ้าน้องเธอพระองค์นี้ให้มากๆ แล้วให้ข้าพเจ้าร่างหนังสือถวายเป็นใจความว่า ในเวลานี้เกล้าฯ มีอาการป่วย ได้รับความทุกขเวทนาเป็นอันมาก เห็นว่าสังขารจะทนทานไปไม่ตลอกถึงไหน จะต้องถึงความดับแตกเสียเป็นแน่แล้ว เกล้าฯ ขอฝากบุตรภรรยาไว้ในใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทด้วย ควรมิควรแล้วแต่จะโปรดเกล้าฯ (เซ็น) ศรีสุนทรโวหารแล้วจึงให้ข้าพเจ้านำไปทูลเกล้าฯ ถวาย พอถวายหนังสือนี้ได้วันหนึ่ง รุ่งขึ้นท่านก็ถึงอนิจกรรม

เพราะฉะนั้น พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหมื่นสมมติอมรพันธ์ ได้ทรงออกประกาศให้ตามบรรดาสานุศิษย์ หรือท่านผู้มีความนับถือในท่านทราบทั่วกัน ในหนังสือพิมพ์สยามออบเซอเวอร์ แล้วภายหลังมีผู้ช่วยเป็นเงินแลสิ่งของเป็นอันมาก แลได้ทรงแจ้งต่อเจ้าพนักงานกระทรวงวัง ให้นำความกราบบังคมทูลพระกรุณากำหนดการปลงศพ คือชักศพไปเข้าเมรุในวันที่ ๑๕ เดือนกุมภาพันธ์ เวลาค่ำ วันที่ ๑๖ เป็นวันทำบุญ วันที่ ๑๗ เป็นวันพระราชทานเพลิง วันที่ ๑๘ เก็บอัฐิ เป็นเสร็จการใน ๓ วัน

ด้วยผลของการที่ท่านทั้งหวง ได้จัดการบำเพ็ญกุศลในการปลงศพพระศรีสุนทรโวหาร (น้อย) ครั้งนี้ จงเป็นเหตุให้สำเร็จสุขประโยชน์แก่ท่านผู้ไปปรโลกแล้วนั้น ตามควรแก่คติของท่าน อนึ่ง ขอให้กิติคุณของท่านปรากฏสืบไปสิ้นกาลนานเทอญ.

หลวงมหาสิทธิโวหาร
ปลัดนั่งศาลกรมพระอาลักษณ์
แลผู้ช่วยราชการในกรมไปรษณีย์
เป็นผู้แต่ง

 

line_22