แนะนำจังหวัดมหาสารคาม
| จังหวัดมหาสารคาม มีพื้นที่ ๕,๒๒๕.๒๙ ตารางกิโลเมตร หรือ ๓.๓๑ ล้านไร่ อยู่ห่างจากกรุงเทพมหานครประมาณ ๔๗๐ กิโลเมตร ตั้งอยู่บริเวณตอนกลางของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือบริเวณจุดศูนย์กลางของภาคอีสาน หรือบริเวณสะดืออีสาน (สะดืออีสาน เป็นชื่อที่ สภาวัฒนธรรมจังหวัดมหาสารคามตั้งขึ้น เพื่อใช้เรียกบริเวณจุดศูนย์กลางของภาคอีสาน ด้วย เหตุผล ถ้าเปรียบแผ่นดินอีสานทั้งภาคเป็นเสมือนร่างกายมนุษย์ และจุดศูนย์กลางที่มองเห็นใน ร่างกายของมนุษย์ คือ สะดือ ) | |||
| จุดศูนย์กลางของภาคอีสานอยู่เส้นรุ้งที่ ๑๖ องศา ๑๒ ลิปดาเหนือ ตัดกับเส้นแวงที่ ๑๐๓ องศา ๔ ลิปดาตะวันออก | |||
อาณาเขตการติดต่อ
|
|||
| การคมนาคม
ใน จังหวัดมหาสารคามมีเส้นทางถนนสายรองติดต่อภายในพื้นที่จำนวนมาก ทำให้การเดินทางภายในพื้นที่จังหวัดมีความสะดวก นอกจากนี้ยังมีเส้นทางถนนที่ติดต่อกับกับบริเวณใกล้เคียงถนนสายหลัก จำนวน ๕ สาย ได้แก่ ๑. ถนนหมายเลข ๒๓ ออกจากอำเภอเมืองมหาสารคามไปสู่จังหวัดร้อยเอ็ด |
|||
| เศรษฐกิจ
โครงสร้างเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัดมหาสารคามพึ่งพาการเกษตรเป็นหลัก รองลงมาเป็นการค้าและภาคบริการ มูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัดต่ำกว่าอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจของภาคเล็กน้อย เกษตรกรรมถือเป็นอาชีพหลักของประชากรชาวมหาสารคาม คิดเป็นร้อยละ ๘๙.๓๔ ของประชากรทั้งจังหวัด พืชเศรษฐกิจที่สำคัญ ได้แก่ ข้าว มันแกวตะเภา และกะหล่ำปลี สัตว์เลี้ยงที่สำคัญ ได้แก่ โค กระบือ สุกร เป็ด และไก่พื้นบ้าน |
|||
ประวัติความเป็นมาของจังหวัดมหาสารคาม เมืองมหาสารคามเมื่อแรกตั้งอยู่ที่บ้านลาดกุดยางใหญ่ ที่ตั้งเมืองแห่งนี้เป็นที่ดอนน้ำท่วมไม่ถึง ส่วนหน้าแล้งก็ยังอาศัยน้ำในกุดได้ จึงเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมแก่การตั้งบ้านเมือง ดังนั้น เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๐๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ยกบ้านลาดกุดยางใหญ่ ขึ้นเป็นเมือง โดยแยกจากร้อยเอ็ด และให้ท้าวมหาชัย (กวด ภวภูตานนท์) เป็นพระเจริญราชเดช เจ้าเมืองคนแรก และได้ |
|||
| มหาสารคามในวันนี้
นับจากวันแรกที่ก่อตั้งเมืองจนกระทั่งปัจจุบันนี้มีการพัฒนามาเป็นศูนย์ราชการ จังหวัดมหาสารคาม ในพื้นที่ ๑๖๗ ไร่ ๑ งาน บริเวณสี่แยกเลี่ยงเมืองมหาสารคาม – ร้อยเอ็ด ตำบลแวงน่าง อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม |
|||
| ตราสัญลักษณ์
|
|||
| คำขวัญจังหวัด
พุทธมณฑลอีสาน ถิ่นฐานวัฒนธรรม ผ้าไหมล้ำเลอค่า ตักสิลานคร |
|||
ต้นไม้ประจำจังหวัด
ต้นพฤกษ์ |
|||
สิ่งศักดิ์สิทธ์ประจำจังหวัด ศาลหลักเมือง
|
|||
พระธาตุนาดูน
|
|||
พระกันทรวิชัย เป็นพระปางสมาธิเพชร ในสมัยศิลปะปาลวะหรือคุปตะตอนปลาย มีความเก่าแก่ประมาณประมาณ ๑,๓๐๐ ปี ขุดพบที่อำเภอโคกพระ ปัจจุบัน คือ อำเภอกันทรวิชัย เป็นพระพิมพ์ที่มีคุณค่าทางศิลปะและปรัชญาธรรมอย่างสูงยิ่ง กล่าวคือ มีลักษณะแสดงถึงเชื้อชาติความเป็นชาวพื้นเมืองอย่างเด่นชัด มีพระพักตร์อิ่มเอิบบริสุทธิ์ แสดงถึงความหลุดพ้นจากกาลเวลา |
|||
ผ้าไหมประจำจังหวัด
ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เป็นการนำ ผ้าไหมลายโคมห้า และลายโคมเก้ามาซ้อนเข้าด้วยกัน และมีการโอบหมี่แลเงาให้ลายแน่น และละเอียดมากขึ้น ทำให้เกิดเป็นเงางดงาม มองดูระยับ จังหวัดมหาสารคามได้กำหนดให้ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมากเป็นผ้าไหมประจำจังหวัดตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ ผ้าไหมลายสร้อยดอกหมาก เป็น “จุดขาย” ให้เป็นที่รู้จัก แพร่หลายยิ่งขึ้น และเพื่อเป็นเพิ่มรายได้ให้กับประชาชน |
|||
เอกลักษณ์ประจำจังหวัด
ปูทูลกระหม่อม หรือ ปูจุฬาภรณ์ (ปูแป้ง) เป็นปูน้ำจืดอาศัยอยู่ในป่าดูนลำพัน (หมายถึง สภาพของพื้นที่ป่าที่มีต้นธูปฤาษี เป็นพืชตระกูลกก และน้ำซึมซับตลอดปี ) พบเพียงแห่งเดียวในโลกที่อำเภอนาเชือก พบครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จากการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่าเป็นปูที่หายากในโลก ดังนั้น ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงถือโอกาสที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ฯ ทรงเจริญพระชนมายุครบ 36 พระชันษา จึงได้ขอพระราชทาน พระบรมราชานุญาต อัญเชิญพระนามของพระองค์เป็นนามของปูน้ำจืดชนิดนี้ |








ตราจังหวัดมหาสารคาม มีลักษณะเป็นรูปครุฑ ต้นไม้และตาราง สี่เหลี่ยมเล็ก ๆ มีความหมายว่า จังหวัดมหาสารคามเป็นแผ่นดิน ที่มีความร่มเย็น เป็นสุขและมีแหล่งเกษตรกรรมที่อุดมสมบูรณ์ ครุฑ คือ ตราแผ่นดินและเครื่องหมายทางราชการ หมายถึง ผืนแผ่นดิน ต้นไม้ คือ ต้นไฮ (ภาษาถิ่น) เมื่อผลสุกจะมีสีส้มอมแดง หมายถึง ความร่มเย็น เป็นสุข ตารางสี่เหลี่ยม คือ ท้องนา ที่ยกคันดินขึ้นแบ่งที่นาให้เป็นกระทง จนเต็มผืนนา หมายถึง ความอุดมสมบูรณ์
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕ เป็นเพียงศาลไม้เก่า ๆ ต่อมาในปี พ.ศ. ๒๕๒๗ มีการบูรณะศาลหลักเมืองอีกครั้งหนึ่ง โดยให้กรมศิลปากรออกแบบให้ถูกต้อง ตามจารีตประเพณีโบราณ ปัจจุบันนี้ มีลักษณะเป็นเป็นอาคารจตุรมุข มีทางขึ้นทั้ง ๔ ทิศ เสาหลักเมือง ทำด้วยไม้ชัยพฤกษ์ มีการแกะสลักลงรักปิดทองอย่าง สวยงาม ซึ่งตั้งอยู่บริเวณโรงเรียนหลักเมือง
ตั้งอยู่ตำบลพระธาตุ อำเภอนาดูน เป็นแหล่งศูนย์กลางทางพุทธศาสนา คณะรัฐมนตรีมีมติให้พระธาตุนาดูนเป็นพุทธมณฑลอีสาน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๓๐ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหา วชิราลงกรณ์ สยามมกุฏราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินมาทรงประกอบพิธ ีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุ เข้าบรรจุในองค์เจดีย์พระธาตุนาดูน นับว่าพระธาตุนาดูนเป็นศรีสง่าและเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำจังหวัดอีกแห่งหนึ่ง