ความเชื่อและพิธีกรรม

                มุกดาหารเป็นจังหวัดหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งเป็นภาคที่อยู่ระหว่างการพัฒนา ในท้องถิ่นและชนบทยังมีความเชื่อและพิธีกำต่าง ๆ อยู่มากโดยมีความเชื่อเหล่านี้ ก่อให้เกิดกำลังใจ ในการที่จะประกอบกิจการ ใด ๆ อันเป็นบ่อเกิดพิธีกรรม ซึ่งยังมีความเชื่อเรื่องเทพ เรื่องผี ต่าง ๆ เป็นต้น

๑. ความเชื่อเรื่องเทพเจ้า ความเชื่อในเรื่องเทพ จะทำให้เชื่อหมอดู นางทรง กฤษณะ การขะลำ เป็นต้น
          ๑) หมอดู หมอดู คือ ผู้ที่มีความสามารถในการทำนายทายชีวิต อนาคต และเล่าเรื่องถึงเรื่องราวในอดีตได้ การศึกษาโหราศาสตร์และสามารถในการถ่ายทอด ให้ผู้อื่นเกิดความเชื่อถือ หมอดูจะมีมากมายหลายประเภท อาทิ
                  - หมอดูไพ่ จะใช้ไพ่เป็นตัวทำนาย
                  - หมอดูลายมือ จะใช้ลายมือของผู้มาดูเป็นตัวทำนาย
                  - หมอดูโหราศาสตร์ จะทำนายจากการคำนวณ วัน เดือน ปี เกิด
                  - หมอดูนั่งทรง จะทำนายด้วยการติดต่อกับของรักษา
                  - หมอดูลักษณะคน จะทำนายจากลักษณะ ชาย หญิง
การดูหมอจะต้องมีค่ายกครู คือ ค่าดูนั่นเองซึ่งแล้วแต่หมอดูจะกำหนดซึ่งการทำนายอาจจะถูกหรือไม่ขึ้นกับความเชื่อแต่ละบุคคล

              ๒) นางทรง นางทรง คือ ร่างทรงที่สามารถติดต่อกับเจ้าปู่ หรือ เจ้าผู้ที่จะมาเป็นนางทรงจะเป็นผู้หญิงที่จะมีญาติพี่น้องที่เคยเป็นร่างทรง หรือนางทรงมาก่อนจึงจะเป็นร่างทรงได้ และร่างทรงนี้เจ้าปู่ หรือของรักษาจะเป็นผู้เลือกเอง ถ้าร่างทรงอ่อนแอเจ็บไข้ป่วยอยู่เสมอ เมื่อเป็นร่างทรงก็จะแข็งแรงหายป่วย ผู้ที่เป็นร่างทรงมักจะถูกทาบทามก่อนมิได้บังคับขืนใจ จะต้องสมัครใจเอง
นางทรง หรือ ร่างทรงนี้ จะสามารถสื่อสารติดต่อกับของรักษาได้ และจะเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้าน ชาวบ้านจะให้เกียรตินางทรงมาก เพราะถือประหนึ่งเป็นตัวแทนในการติดต่อกับของรักษาที่ชาวบ้านนับถือ

          ๓) การบะ เป็นความเชื่ออย่างหนึ่งของคนอีสานโดยทั่วไปและมีที่จังหวัดมุกดาหาร เกิดจากหากใครมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือ เช่น การเจ็บป่วยแล้วอยากให้หายจากการเจ็บป่วย ญาติพี่น้องเดินทางไปที่อื่นไม่ทราบที่อยู่และไม่ทราบข่าวคราว หรือจะเดินทางไปแข่งขันหรือรับการคัดเลือกต่าง ๆ หรืออื่น ๆ ที่ได้รับผลการตอบแทนที่ดี ผู้ที่ไปบะจะต้องมีดอกไม้ธูปเทียนจุดตามที่สิ่งศักดิ์สิทธิ์ตามที่ตนเชื่อถือ เช่น พระธาตุพนม พระเจ้าองค์หลวง เจ้าฟ้ามุงเมือง เจ้าแม่สองนาง เป็นต้น และอธิษฐานขอให้สำเร็จดังปรารถนา ตามด้วยการบะว่า หากสำเร็จแล้วจะเอาอะไรมาถวาย เป็นการแก้บะ อาจจะเป็น หมู เป็ด ไก่ พวงมาลัย น้ำอบ น้ำหอม ผ้าแพร แล้วแต่ผู้อธิษฐานจะบะไว้ แล้วต้องทำตามนั้น หากไม่ทำตามหลังจากทราบผลแล้ว ก็เชื่อว่าจะเกิดอาเพศแก่ตนเองและครอบครัว
           ๔) ขะลำ การขะลำ เป็นความเชื่ออีกอย่างหนึ่งของชาวภาคอีสาน ซึ่งเชื่อว่าหากปฏิบัติได้จะเกิดผลดีแก่ตนเองและครอบครัว เป็นต้น เช่น คนคลอดลูกใหม่อยู่ไฟหรืออยู่กรรม จะต้องไม่กินเนื้อสัตว์และหน่อไม้ จะทำให้ผิดไฟอาจทำให้ถึงตายได้ หรือมีคนในครอบครัวเสียชีวิตที่อื่นจะไม่เอาเข้าบ้าน ถือว่าจะทำให้ครอบครัวเดือนร้อนและมีคนตายตามไปอีก เป็นต้น
ซึ่งลักษณะของการขะลำ จะเป็นความเชื่อเฉพาะบุคคลและกลุ่มบุคคล ซึ่งปัจจุบันก็ยังมีหลงเหลืออยู่ตามชนบทในจังหวัดมุกดาหาร

๒. การถือผี ความเชื่อในเรื่องผียังเป็นความเชื่อของคนแต่ละท้องถิ่น เกิดปัญหาในการดำรงชีวิตประจำวัน เช่น เมื่อชีวิตถึงคราววิบัติ เกิดโรคภัยไข้เจ็บ เกิดภัยธรรมชาติ ปัญหาเหล่านั้นเกินขีดความสามารถที่คนธรรมดาจะแก้ไขได้ คนจึงสร้างความเชื่อว่าน่าจะมีอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติบันดาลให้เป็นไปเช่นนั้น อำนาจนี้อาจจะเป็นเทพ เจ้าภูตผี ปีศาจ วิญญาณ สัตว์ป่า พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ตลอดจน ดิน น้ำ ลม ไฟ ฉะนั้น เพื่อป้องกันภัยพิบัติที่เกิดกับตน มนุษย์จึงวิงวอนขอความช่วยเหลือจาก อำนาจลึกลับ โดยเชื่อว่า ถ้าบอกกล่าวหรือทำให้อำนาจนั้นพอใจอาจจะช่วยให้ปลอดภัย เมื่อพ้นภัยก็แสดงความรู้คุณด้วยการเซ่นสรวงบูชาหรือประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ แต่ละสังคมต่างมีความเชื่อเป็นมรดกสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน และชาวอีสานต่างเชื่อในสิ่งต่อไปนี้
            ๑) ผีบ้าน แต่ละหมู่บ้านในภาคอีสานจะนับถือผีประจำบ้านที่เรียกว่า “ ผีปู่ตา ” ผีปู่ตาเป็นผีที่คอยดูแลรักษาป้องกันอันตรายต่าง ๆ ที่จะมากระทำแก่คนในหมู่บ้านทุก ๆ ปี จะมีการเลี้ยงผีปู่ตามักจะเป็นป่าที่มีต้นไม้อายุนับร้อยปี เพราะชาวบ้านมีความเชื่อว่า หากไปตัดไม้หรือยิงนกภายในบริเวณดอนปู่ตา ผีปู่ตาจะโกรธาและบันดาลให้ชีวิตประสบแต่อัปมงคล ในพิธีเลี้ยงผีปู่ตานั้นเฒ่าจ่ำจะเป็นพิธีกรเพราะเฒ่าจ่ำเป็นคนกลางในการติดต่อระหว่างชาวบ้านกับผีปู่ตา เมื่อวันเลี้ยงผีบ้าน ชาวบ้านจะจัดเตรียมอาหารคาวหวานไปร่วมในพิธีเช่น ข้าวต้ม ไข่ต้ม ไก่ต้ม เหล้าขาว ปั้นข้าว ข้าวดำข้าวแดง กล้วย น้ำอ้อย น้ำตาล
            ๒) ผีนา หรือผีตาแฮก เป็นผีที่ทำหน้าที่อารักษ์ผืนนา คอยอำนวยผลให้ข้าวกล้างดงาม น้ำ ปลา อุดมสมบูรณ์ คลอดจนคอยคุ้มครอง วัว ควาย ให้มีสุขภาพดีเหมาะในการทำงาน ผีตาแฮก จะสถิตอยู่มุมใดมุมหนึ่งของที่นา นาแปลงใดที่ตาแฮกสถิต ชาวนาจะยกคันนาให้สูงขึ้น ก่อนจะลงมือทำนา จะต้องทำพิธีเลี้ยงผีตาแฮกเสียก่อน การเลี้ยงผีตาแฮก นั้น จะกระทำกันในวันพฤหัสบดี อาหารที่นำไปเซ่นผีตาแฮก ได้แก่ ไก่ต้ม เหล้าขาว แกลบ ข้าวต้มมัด ไข่ต้ม ข้าวดำ กล้วย น้ำอ้อย น้ำตาล เมื่อเลี้ยงตาแฮกเสร็จแล้วชาวนาก้จะปีกดำข้าวกล้าในนาแปลงที่ตาแฮกอยู่ก่อนเพื่อเป็นการเสี่ยงทายความงอกงามของข้าวในนา
            ๓) ผีเชื้อหรือผีบรรพบุรุษ เป็นผีเครือญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ชาวบ้านมีความเชื่อว่าผีบรรพบุรุษยังไม่ได้ไปเกิด ยังคอยปกป้องคุ้มครองลูกหลานของตนอยู่ แต่ถ้าหากลูกหลานประพฤติไม่เหมาะสม ผีเชื้อก็จะโกรธบันดาลให้เจ็บป่วย ลูกหลานจะต้องทำการขอขมาจึงจะหายโกรธ เมื่อถึงวันโกน วันพระหรือวาระที่ทำบุญ ข้าวสากในเดือนสิบและบุญข้าวประดับดินในเดือนเก้า ลูกหลานจะต้องให้ทานอุทิศส่วนกุศลไปให้
           ๔) ผีปอบ ผีปอบก็คือคนที่เป็นผีเข้าสิงในร่างกายคนอื่นเรียกว่า ผีปอบเข้า เพื่อที่จะกินตับไตไส้พุงคนนั้น บางครั้งคนที่ถูกปอบเข้าจะถึงแก่ชีวิตหากไม่มีหมอผีมาขับไล่ ผีปอบที่สิงสถิตอยู่ให้ออกไป เชื่อว่าสาเหตุที่จะทำให้คนเป็นปอบนั้นมีอยู่ ๒ ประการ คือ
               - เกิดจากการเรียนเวทมนตร์คาถาต่าง ๆ เช่น เสน่ห์ยาแฝดอยู่ยงคงกระพันแล้ว เวทมนตร์คาถานั้นแก่กล้าจนเกินไป หรือประพฤติปฏิบัติผิดข้อห้ามของเวทมนตร์นั้น ๆ ผลที่สุดก็กลายเป็นผีปอบ
              - เกิดจากการถ่ายจากบรรพบุรุษ หากพ่อหรือแม่เป็นปอบเมื่อตายไป ผีปอบจะรีบออกจากร่างไปสิงสถิตบุคคลที่อยู่ใกล้และบุคคลนั้นจะกลายเป็นปอบทันที เมื่อผีปอบเข้าสิงร่างใคร บุคคลนั้นจะมีอาการชักกระตุกดิ้นทุรนทุราย ส่งเสียงร้องโหยหวนน่ากลัว ญาติพี่น้องต้องไปตามหมอผีมาทำพิธีขับไล่ผีปอบ โดยการใช้หวายวิเศษหรือหางกระเบนและใช้ว่านไฟเหน็บหรือจี้ลงไปตามส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เมื่อผีปอบทนไม่ได้ก็จะออกปากบอกว่าตนเป็นใคร มาจากไหน แล้วจึงออกจากร่างไป แต่ในบางรายถ้าผีปอบนั้นมีคาถาแก่กล้ากว่าหมอผี ผีปอบนั้นก็จะไม่ยอมออก คนที่ถูกผีปอบเข้าก็จะตายหากแก้ไขไม่ทัน เป็นที่น่าสังเกตว่า คนที่ถูกผีปอบเข้าสิงส่วนมากจะเป็นคนป่วย คนอ่อนแอ และคนขวัญอ่อน

           ๕) ผีเป้า มีความเชื่อว่าผีเป้าคือคนที่กลายเป็นผีดิบเพราะชอบกินตับคน ตับสัตว์ หรือชอบกินอาหารทะเลสด อาหารคาว ผีเป้าจะออกหากินในเวลากลางคืน โดยเฉพาะในคืนเดือนมืดที่ตรงกับวันพระมักจะออกหากิน คนที่เป็นผีเป้าจะมีแสงออกที่รูจมูกทั้งสองข้าง
            หมอผี คือ ผู้ที่มีความนับถืออำนาจลึกลับและญาณวิเศษ ที่สามารถติดต่อขอความช่วยเหลือจากอำนาจลึกลับได้ นอกจากนี้ หมอผียังเป็นตัวแทนในการบวงสรวง สังเวยติดต่อและสื่อสารกับผีได้ทำให้เกิดพิธีกรรมต่าง ๆ มากมาย เช่น การฟ้อนผีมด

            ๖) การฟ้อนผีมด ภาคอีสานเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของประเทศไทย ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศที่เต็มไปด้วยป่าเขาลำเนาไพร แต่บางแห่งก็แห้งแล้ง และบางครั้งก็ต้องประสบอุทกภัย สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าเป็นภาคที่ได้รับภัยธรรมชาติมากเหมือนกัน และผู้คนในภาคนี้อยู่ตามชนบท ส่วนมากเชื่อถือเกี่ยวกับผีสางต่าง ๆ จึงมีพิธีการฟ้อนชนิดหนึ่งเรียกว่า “ การฟ้อนมด ” เป็นการปฏิบัติตามแนวความเชื่อนี้
            การฟ้อนมด คือการฟ้อนรำเพื่อเป็นการสังเวยผีบรรพบุรุษ ประเพณีการฟ้อนผีมดนี้ ตามที่ได้ยินจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ไดความว่า มี ๒ อย่างด้วยกันคือ การฟ้อนผีมด และการฟ้อนผีเม็ง ซึ่งมีกรรมวิธีอย่างเดียวกัน เพียงแต่แตกต่างกันบ้างเล็กน้อยคือการฟ้อนผีมดไม่มีกระบอกน้ำปลาร้า แต่การฟ้อนผีเม็งจะมีกระบอก ใส่น้ำปลาร้าสังเวยผีด้วยการที่ใช้น้ำปลาร้า ท่านกล่าวว่าใส่ตามธรรมชาติที่ถือกันมาแต่เดิม สันนิษฐานกันว่าเป็นเพราะว่าชาวภาคนี้ชอบรับประทานปลาร้านั้นเอง สำหรับการฟ้อนผีมดนี้มักจะทำกันในระหว่างเดือนพฤษภาคม มิถุนายน ซึ่งพวกฟ้อนผีมดคนนี้จะต้องเป็นพวกตระกูลเดียวกันและเมื่อครบรอบปี บางตระกูลก็ทำ ๓ ปีต่อครั้ง บางตระกูลก็ปีละครั้ง หรือบางตระกูลก็ไม่มีกำหนดแน่นอน เห็นว่ามีเซ่นเมื่อใดก็จัดทำกันเสียทีหรือบางทีคนในครอบครัวเกิดการเจ็บป่วยต้องบนบานผีปู่ย่าตายาย อันเป็นบรรพบุรุษ ก็ต้องทำพิธีเซ่นสรวงกันตามที่ได้บนบานไว้ ซึ่งการฟ้อนผีมดแต่ละครั้งก็จะต้องใช้จ่ายเงินทองเกี่ยวกับการเลี้ยงดูพวกญาติพี่น้องที่มาร่วมในงาน ตลอดจนชาวบ้านในละแวกเดียวกันที่มาช่วยในงานนั้นด้วย

๓. พิธีกรรม
๑. พิธีบวงสรวงเจ้าปูตั้งแต่สมัยโบราณกาลมนุษย์เราเกิดมาในโลกและรวมกันเป็นหมู่คณะ เช่นครอบครัว หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ และจังหวัด ซึ่งเป็นหมู่น้อยไปหาหมู่ที่ใหญ่ย่อมมีสิ่งยึดถือรวมกัน ด้านจิตใจนั้นเพื่อให้หมู่คณะมีความสุขไม่แตกแยกความสามัคคีกันปราศจากภัยอันตรายทั้งหลาย มาบังเบียดก็ต้องมีสิ่งนับถือและศักดิ์สิทธิ์ แล้วยึดถือและปฏิบัติร่วมกัน ทำให้จิตใจเป็นสุข และก็อยู่กันอย่างผาสุก
               สำหรับภาคอีสาน ก็ปรากฏว่ามีการบวงสรวงเจ้าปู่ ซึ่งชาวบ้านถือว่าเป็นที่ยำเกรง ชาวภาคอีสานก็ยังยึดศาสนาพราหมณ์ ซึ่งเป็นศาสนาคู่บ้านคู่เมืองมา ในศาสนานี้มีการเชื่อถือเกี่ยวกับภูตผีปีศาจ การที่มีการเจ็บไข้หรือป่วยเป็นโรคอะไรต่าง ๆ มักบอกกันว่าผีนั้นผีนี้ทำ จะต้องทำพิธีขอชีวิตเอาไว้ การทำไร่นาจะบุกเบิกป่าสักแห่งก็ต้องบอกกล่าวผีป่าผู้รักษาพงพีนั้นเสียก่อนเพราะกลัวผีนั้นจะหักคอ เมื่อทำไร่ทำนาก็ยังมีการสร้างศาลเป็นบ้านหลังเล็ก ๆ ขึ้นตามจอมปลวกหรือใต้ร่มไม้ใหญ่ ใกล้ ๆ กับบริเวณนาหรืออยู่ตามทุ่งนา เมื่อถึงฤดูทำนาหรือก่อนจะลงมือทำนาต้องมีการเลี้ยงเจ้าปู่เสียก่อน เช่น เลี้ยงข้าวปลาอาหาร เหล้ายา แล้วจุดธูปเทียน อธิษฐานขอพรจากผีนา เป็นต้นว่าขอให้นาของเราจงอุดมสมบูรณ์ อำนวยผลให้ข้าวกล้าในนางอกงามและอื่น ๆ อีกและยังมีภูติผีที่ดุ ๆ และทุกคนกลัวกันมากก็มี
พิธีบวงสรวงเจ้าปู่นี้ ได้ปฏิบัติกนต่อมากลายเป็นประเพณีอันหนึ่งของคนภาคอีสาน โดยมีจุดประสงค์ที่ทำการบวงสรวง ดังนี้
           ๑. เพื่อเป็นที่เคารพบูชาของคนทั่วไป จะได้เป็นม่งขวัญคู่บ้านคู่เมือง
           ๒. เป็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามมาแต่โบราณกาล ซึ่งนับถือกันเป็นทอด ๆ มาจนกระทั่งบัดนี้ และเป็นการเชื่อฟังบรรพบุรุษของชาวอีสาน ซึ่งได้บุกเบิกมาเป็นบ้านเป็นเมืองที่ร่มเย็น
          ๓. ทำให้จิตใจดีขึ้น หมายความว่าเมื่อทุกคนภายในหมู่บ้านหรือเขตแดนที่ใกล้เคียงกับศาลเจ้าปู่ เมื่อได้ทำพิธีบวงสรวงท่านแล้วจะทำให้จิตใจผ่องใสเบิกบานไม่เศร้าหมอง อารมณ์ร้ายจะกลายเป็นอารมณ์ดีในที่สุด
          ๔. ทำให้จิตใจเข้มแข็ง สิ่งใดก็ตามถ้าหากว่าเรายึดม่นและจะเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์น่าเคารพบูชา ผลที่ได้จะมีจิตใจเข้มแข็ง ไม่อ่อนแอ ทั้งจะทำให้บรรลุผลสำเร็จในกิจการที่ตนทำ
          ๕. เพื่อการเสี่ยงทาย เมื่อได้รับความทุกข์ เรามักจะไปเสี่ยงทายโดยให้ผู้ใหญ่ที่นบถือกันทั่วบ้านทั่วเมืองไปกล่าวอธิษฐาน เสี่ยงทายหาโชคชะตาราศรีต่อหน้าศาลเจ้าปู่ เช่น จะมานิมิตทางการฝัน หรือการเอาไปแสดงหาโชค และเมื่อลูกบ้านจะไปไหนมักจะไปบอกกล่าวเจ้าปู่เสียก่อน เพื่อขอพรจากท่าน โดยการอธิษฐานแล้วสำนึกในใจ สงบนิ่งสำรวมกาย ซึ่งใช้เวลาพอประมาณ ก็เป็นการรับพรจากท่านแล้ว ต่อไปจึงทำอะไร หรือว่าจะไปไหนมาไหนได้สบายใจ
          ๖. ผลพลอยได้อันหนึ่งคือเกิดความสนุกสนาน เด็กทั้งหญิงชายตลอดจนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่สนุกสนานรื่นเริง ในขณะบวงสรวงเจ้าปู่ คือมีการฟ้อนรำ กินหล้าเมาสุราเฮฮา โดยเฉพาะผู้แก่วัยชรามักจะดื่มสุรากัน แล้วสนุกสนานกันเอง
          ๗. ทำให้เกิดความสามัคคี เมื่อสิ่งหนึ่งสิ่งใดเกิดขึ้นเป็นสิ่งยึดมั่น เช่น ศาสนาหรือการบวงสรวงเจ้าปู่นั้นต่างก็มีการยึดถือความศักดิ์สิทธิ์ร่วมกันแล้วย่อมจะบังเกิดความสามัคคีขึ้นในหมู่คณะ จะทำอะไรก็ตกลงกันง่าย ไม่ขัดขืนคำสั่งของนายบ้าน เช่น ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น ถ้าคิดว่าจะทำอะไรสักอย่างหนึ่ง ก็จะร่วมกันทำอย่างไม่ท้อถอย เมื่องานทุกสิ่งทุกอย่างเสร็จได้โดยการร่วมมือกันก็จะทำให้มีความสุขตลอดไป
          ๘. เพื่อเกิดความสามัคคีกนเอง การปรับปรุงบำรุงบ้านเมืองให้เจริญจะทำได้ง่ายมากและก็สำเร็จลงด้วยดี

พิธีการบวงสรวงเจ้าปู่
            ทุก ๆ ปีชาวบ้านมักจะไปบวงสรวงเจ้าปู่ โดยเจ้าบ้านคือผู้ที่อาวุโส ซึ่งในหมู่บ้านตั้งขึ้นเอง ทานก็มีหน้าที่เตือนให้ลูกบ้านทราบโดยทั่วกนว่า ในวันนั้น ๆ จะมีการทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่ ชาวบ้านก็มักจะเตรียมสิ่งของไปทำพิธี การกำหนดวัน เวลา และฤกษ์ยามมักจะเป็นข้างแรมและมักทำกันในตอนเช้า
สิ่งของที่ชาวบ้านทุกคนที่จะนำไปบวงสรวง ก็คือ
            ๑. มีไก่หนึ่งตัว เอกไปทั้งเป็นโดยไม่ต้องฆ่า นำไปเลย
            ๒. น้ำหอมใส่ขวดหรือขัน น้ำหอมนั้นทำด้วยขมิ้น โดยนำขมิ้นมาขูดออกเป็นฝอย ผสมกับน้ำนิดหน่อยแล้วคั้นเอาน้ำ จะได้เป็นน้ำสีเหลือง เอาน้ำผสมพอแก่ความต้องการ แล้วบรรจุใส่ขวดหรือใส่ขัน
           ๓. นำเถ้าหรือแกลบใส่กะลามะพร้าว ถือว่าทำเหมือนกับเป็นเหล้ายา นำไปบวงสรวงเจ้าปู่
           ๔. ใช้ใบมะพร้วมทำเป็นรูปขวดเข้าแทนคนในครอบครัวมีจำนวนเท่าไรใช้ใบมะพร้าวแทนจำนวนเช่นกัน นอกนั้นเป็นพวกวัวควาย หมู สุนัข เป็ด ไก่ ว่ามีจำนวนกี่ตัว ใช้แทนเท่ากันด้วย คือแสดงจำนวนสมาชิกในครอบครัวให้เจ้าปู่ได้รับรู่ทุกคนสักการะท่านแล้ว
           ๕. นำธูปเทียนและดอกไม้ ไปคนละ ๑ คู่
การดำเนินพิธี
             เจ้าบ้านก็จะเอาน้ำหอมเต็มกะออมใหญ่ ๆ แล้วท่านก็เดินนำหน้าลูกบ้านด้วยไปยังศาลเจ้า เมื่อไปถึงแล้ว ท่านก็บอกให้ทุกคนนำเอาะลาแกลบและทุกอย่างที่นำมาไปวางบนลานที่ทำไว้ในศาลเจ้าปู่ แล้วบอกให้ทุกคนนั่งคุกเข่า ประนมมือโดยสำรวมใจสงบนิ่ง พ่อบ้านจะนำธูปเทียนไปวางแล้วจุด กล่าวทำพิธีบวงสรวงเป็นคำถวายสิ่งสักการบูชาว่า ที่นำมานี้ขอให้ท่านได้รับรู้ไว้ ทุกคนมีจิตใจพร้อมเพรียงกันมาบวงสรวงเจ้าปู่ เจ้าบ้านผู้ดำเนินงานจะตักเอาน้ำหอมไปบวงสรวงเจ้าปู่จนหมกกะออม ต่อไปก็เป็นหน้าที่ของลูกบ้านสรงท่านเจ้าบ้านด้วยน้ำหอมที่เตรียมมาเสร็จจากขั้นนี้แล้ว ก็ต้มไก่ ใช้ฟืนก่อเป็นกองไฟ ต้มไก่ในหม้อดิน ขณะต้มทุกคนจะตีวงล้อมนั่งดู การต้มไก่เป็นการเสี่ยงทายฝนฟ้าในปีนี้เป็นอย่างไรจะแห้งแล้งหรือไม่ โดยให้เจ้าบ้านกล่าวคำอธิษฐานในขณะต้มไก่ว่า ถ้าหากว่าปีนี้จะมีผนตกฟ้าอำนวยให้ข้าวกล้าเจริญงอกงามแล้วด้วยบุญยาธิการของเจ้าปู่ จงมาแสดงให้ดูว่า ขอให้น้ำต้มไก่ในหม้อนั้นเดือดแล้วเป็นฟองล้น ถ้าน้ำในหม้อล้นก็แสดงว่าฝนในปีนี้ดี แต่ถ้าหากว่าไม่ล้นมันอยู่เฉย ๆ ก็แสดงว่าฝนในปีนี้แห้งแล้งข้าวกล้าในนาไม่ได้ผล จะรับทราบจากการเสี่ยงทายนี้ เมื่อไก่สุกจะนำไปบวงสรวงเจ้าปู่ส่วนหนึ่ง ที่เหลือลูกบ้านจะรับประทานกันตอนนี้แหละ เด็กทั้งหญิงชายกินกันอย่างสนุก ร้องรำทำเพลงด้วยจิตใจอันชื่นบาน ส่วนผู้ใหญ่มักดื่มสุราแล้วเมาสนุกเฮฮาเพลดเพลินตามไปด้วย เป็นอันว่าเสร็จพิธี จากนั้นทุกคนกลับบ้านช่อง ทำกิจกรรมการงานหน้าที่ของตนต่อไป
ประโยชน์ของการทำพิธีบวงสรวงเจ้าปู่
            ๑. เป็นการเชื่อทางใจว่า เมื่อเจ้าปู่มารับอาหาร เครื่องเซ่นนี้ และขอร้องผีให้ช่วยคุ้มครองป้องกันอันตรายทั้งปวง ให้แก่ครอบครัวสืบตระกูลตลอดไป ขอให้ทุกคนประสบความสุขสบายและเจริญยิ่งขึ้น
            ๒. การเซ่นเจ้าปู่ เพื่อเป็นการขมาโทษแก่เจ้าบ้านเจ้าเมือง ได้แก่ การขอขมาต่อผีเจ้าปู่ผีฟ้าหลวง ซึ่งถือว่าเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอิทธิฤทธิ์ พิธีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อชาวนาไม่ว่าหนุ่มสาว พ่อบ้าน แม่เรือนได้ร่วมพิธี การผิดประเพณี การผิดจากขนบธรรมเนียมนิยม เขาถือว่าเป็นการผิดเจ้าปู่ ถ้าไม่ทำพิธีเสี่ยงผีแล้ว จะประสบเหตุภัยอันตรายนานาประการ
            ๓. เวลาเจ็บป่วยเชื้อ เชิญหมอผีมาเสี่ยงทาย ตรวจดูว่า เพราะเซ่นไม่ดีพลีไม่ถูกอย่างไร บนบานต่อเครื่องเซ่นนี้ ให้หมอผีกล่าวบูชาต่อแท่นเจ้าปู่ หรือที่เข้าใจกันว่ามีผีเจ้าปู่นั้นอยู่ ณ ที่นั้นทำให้เจ็บป่วย แล้วบนบานว่า พวกข้าได้มารบกวนท่าน ขอท่านจงดลบันดาลให้พวกข้าหายจากการเจ็บป่วยนี้เถิด โดยเอาเครื่องมาสักการะบูชา
           ๔. เพื่อให้เจ้าปู่คุ้มครองบ้าน ให้มีความอุดมสมบูรณ์มีฝนตก ไม่ให้เกิดโรคภัย และทำไร่ทำนาให้ได้ผลดีทุกปีตลอดไป

๒) ประเพณีการเลี้ยงปู่ตา
          ปู่ตา หมายถึง คนสองจำพวกที่เป็นบรรพชนของชาวอีสาน คำว่า ปู่ หมายถึง ปู่และย่า ที่เป็นพ่อแม่ของพ่อ ส่วนคำว่า ตา หมายถึง ตาและยายที่เป็นพ่อแม่ของแม่ เมื่อบรรพบุรุษสองสายนี้ล่วงลับไปหลายชั่วอายุคน จนไม่สามารถที่จะจำชื่อได้ ลูกหลานรุ่นหลัง ๆ จึงเรียนเป็นกลาง ๆ ว่า ปู่ตา
ทำไมจึงมีการเลี้ยงปู่ตา
           การเลี้ยงปู่ตา เป็นการทำบุญอุทิศส่วนกุศลส่งไปให้บรรพบุรุษที่ล่วงลับไปเพราะเมื่อปู่ตามีชีวิตอยู่นั้น ได้สร้างคุณงานความดีไว้กับลูกหลาน และสังคมมากมายหลายประการ เช่น ให้การเลี้ยงดูอบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี สะสมสาธารณสมบัติไว้เพื่อลูกหลาน เพื่อแสดงถึงกตัญญูกตเวที จึงมีการเลี้ยงปู่ตาสืบต่อไปเป็นประเพณี
          ประเพณีการเลี้ยงปู่ตาจะกระทำพร้อมกันทั้งหมู่บ้าน กำหนดเวลาเลี้ยงปู่ตามักจะทำระหว่างเดือน ๖ - ๗ ชาวบ้านจะเลี้ยงปู่ตาก่อนที่จะเลี้ยงตาแฮก สถานที่เลี้ยงปู่ตาก็คือ คอนปู่ตา อันเป็นสถานที่ปู่ตาสิงสถิตอยู่ ชาวบ้านแทบทุกหมู่บ้านจะเลือกป่าไม้ใกล้หมู่บ้านเป็นที่ปลูกหอหรือโฮงให้ปู่ตาอยู่ ภายในหอปู่ตานั้น จะปรกอบด้วยรูปปั้นปู่ตา แท่นบูชา ข้าทาสชายหญิง รูปปั้นช้าง ม้า วัว ควาย หอก พวงมาลัย ดอกไม้ ธูปเทียน ผู้ที่ดูแลรักษาหอปู่ตาเรียกว่า “ เฒ่าจ้ำ ” คำว่า จ้ำ มาจากคำว่า ประจำ เฒ่าจ้ำ นอกจากจะมีหน้าที่ดูแลศาลปู่ตาให้เรียบร้อยเป็นประจำอยู่แล้ว ยังมีหน้าที่ เป็นคนกลางในการติดต่อระหว่างปู่ตากับชาวบ้าน เฒ่าจ้ำจึงคล้ายกับทหารคนสนิทของปู่ตา ใครทำอะไรผิดประเพณี ปู่ตาโกรธก็จะบอกผ่านเฒ่าจ้ำไปยังบุคคลที่กระทำผิด ปู่ตาต้องการให้ชาวบ้านปฏิบัติอย่างไร ก็จะบอกผ่านเฒ่าจ้ำไป ชาวบ้านจะติดต่อกับปู่ตาโดนตรงไม่ได้
           ดอนปู่ตานั้น จะเป็นบริเวณป่าสงวนที่ชาวบ้านเคารพเกรงกลัวมาก ใครจะไปตัดโค่นต้นไม้ ยิงสัตว์ในเขตดอนปู่ตาไม่ได้ ท่านจะโกรธเพราะถือว่าล่วงเกินบริวารท่าน ปู่ตาจะบันดาลให้ผู้ที่ล่วงเกินมีอันเป็นไป เช่น เจ็บไข้ได้ป่วย ประกอบการงานไร้ผล ดังนั้น การที่ชาวบ้านเคารพปู่ตา จึงเป็นการอนุรักษ์ป่า และอนุรักษ์สัตว์ ในเขตดอนปู่ตาได้เป็นอย่างดี

พิธีเลี้ยงปู่ตา
           ในระหว่างเดือน ๖ - ๗ เฒ่าจ้ำจะเป็นผู้กำหนดเอาวันใดวันหนึ่ง ในช่วงนี้เป็นวันเลี้ยงปู่ตา เมื่อกำหนดวันได้แล้ว เฒ่าจ้ำก็จะบอกชาวบ้านให้ตระเตรียมอาหารคาวหวานมาเลี้ยงปู่ตา พร้อมทั้งแนะนำให้ชาวบ้านสะเดาะเคราะห์ร้ายของครอบครัวตนเองไปให้พ้นด้วย พิธีสะเดาะเคราะห์นั้นทำได้โดยมีเครื่องสงเคราะห์ ซึ่งก็คืออาหารหวานคาวบรรจุลงในกระทงกาบกล้วยรูปสามเหลี่ยม วิธีทำกระทงกาบกล้วยให้มีรูปร่างตามที่ต้องการ ทำได้โดยใช้ไม้ไผ่เป็นโครง ภายในกระทงจะคั่นให้เป็นช่อง ๙ ช่อง แต่ละช่องจะบรรจุ หมาก ๑ คำ บุหรี่ ๑ มวน เมี่ยง ๑ คำ ขนมต้ม ๑ ชิ้น ข้าวดำ ข้าวแดงอย่างละก้อน กระทงรูปสามเหลี่ยมจะเป็นเครื่องส่งเคราะห์ร้ายของครอบครัวไปให้พ้น
เครื่องเซ่นปู่ตา
             ได้แก่ น้ำหอม ดอกไม้ ธูปเทียน เหล้าโรง ไก่ต้ม ไข่ต้ม เมื่อถึงวันเลี้ยงปู่ตา ในตอนเช้าชาวบ้านจะร่วมกันบูรณะดอนปู่ตาให้เป็นระเบียบ เช่น ช่วยกันถางหญ้า จัดแท่นบูชา เปลี่ยนเครื่องนุ่งห่ม หรืออาจจะซ่อมแซมหอปู่ตาให้ดีกว่าเดิม โดยการเปลี่ยนเสามุงสังกะสีใหม่ เป็นต้น เมื่อจะเริ่มพิธีเลี้ยงปู่ตา เฒ่าจ้ำก็จะนำเครื่องเซ่นและกระทงสงเคราะห์วางบนแท่นบูชา เสร็จแล้วเฒ่าจ้ำจะแบ่งอาหารที่ชาวบ้านนำไปเซ่นออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งให้ลูกหลานเอากลับไปบ้าน อีกส่วนหนึ่งมอบให้ปู่ตา หลังจากเซ่นปู่ตาเสร็จแล้ว ชาวบ้านก็จะนำน้ำหอมที่บูชาปู่ตามาสาดกัน เพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่า ปู่ตาประทานความร่มเย็นมาให้แล้ว เมื่อถึงเวลาบ่าย เฒ่าจ้ำจะเข้าไปในหมู่บ้าน เพื่อเยี่ยมเยียนชาวบ้านแต่ละครัวเรือน เจ้าของบ้านที่เฒ่าจ้ำไปเยี่ยมก็จะสรงน้ำแก่เฒ่าจ้ำ