ประเพณีที่สำคัญ

๑.  ประเพณีแปดเป็งไหว้พระธาตุ  สรงพระเจ้าแก้ว  วัดบ่อแก้ว 

              ประเพณีแปดเป็งไหว้พระธาตุ สรงน้ำพระ เจ้าแก้ว    ณ วัดบ่อแก้ว   ตำบลบ่อแก้ว    อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน  ซึ่งตรงกับวันเพ็ญ  เดือนแปดเหนือ  (แรม 15 ค่ำ เดือน 6 เหนือ)  วันวิสาขบูชา    ซึ่งเป็นวันสำคัญวันหนึ่งในพระพุทธศาสนา  เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้า  ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพาน   และถือเป็นวันพุทธบูชา ธรรมบูชา และสังฆบูชา  พุทธศาสนิกชนจึงร่วมใจกันไปทำบุญตักบาตร ฟังเทศน์ ฟังธรรม ปฏิบัติธรรม เวียนเทียนที่วัด เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง  และที่วัดบ่อแก้วแห่งนี้ได้มีจัดให้มีกิจกรรมนอกเหนือจากที่กล่าวมา คือ  มีการสรงน้ำพระเจ้าแก้ว  สรงน้ำพระธาตุ  มีการจุดบ้องไฟขึ้นในตอนกลางวัน และมีการจุดบ้องไฟดอกในตอนกลางคืน  เพื่อบูชาพระธาตุ  บูชาพระเจ้าแก้ว    ซึ่งมีขึ้นสืบเนื่องกันมาประมาณ  200 ปี   สมัยก่อนจะมีชาวเมืองหิน  เมืองลีพร้อมใจกันไป  สรงน้ำพระเจ้าแก้ว  ซึ่งเป็นพระพุทธรูปที่ศักดิ์สิทธิ์องค์หนึ่ง  โดยมิได้นัดหมาย  ในงานดังกล่าวจะมีการทำบุญที่วัด   สรงน้ำพระเจ้าแก้ว    จุดบ้องไฟขึ้น  บ้องไฟดอกบูชาพระธาตุ และพระเจ้าแก้ว เช่นเดียวกัน      

4.2  ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อเขาแสง    

            ประเพณีบวงสรวงเจ้าพ่อเขาแสง  มีการนับถือสืบทอดกันมานาน   มีเรื่องเล่าว่า  มีพรานป่าชื่อว่า พรานจี๋  และพรานจ๋อม   ได้ตระเวนล่าสัตว์มาถึงบริเวณเขาลูกหนึ่ง ซึ่งเป็นดอยเขาแสงในปัจจุบัน  เห็นว่าเป็นทำเลเหมาะที่สร้างพระธาตุที่ดอยเขาแสงแห่งนี้  และคณะนายพรานเป็นผู้ที่มีเงินทองอยู่จำนวนหนึ่งที่จะสร้างพระธาตุแห่งนี้ให้แล้วเสร็จ  และได้ฝังเงินทองไว้บริเวณดอยสามเปิ้น  เปิ้นละหนึ่งแสน   เพื่อเป็นทุนค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง  แต่การดำเนินก่อสร้างยังไม่ทันแล้วเสร็จ บุคคลดังกล่าวได้ถึงแก่กรรมไปก่อน  เมื่อถึงแก่กรรมลงเช่นนี้  วิญญาณก็ไม่ยอมไปผุดไปเกิด เพราะมีความผูกพันอยู่กับการสร้างพระธาตุ และข้าวของเงินทองที่ผังไว้   และได้แสดงอำนาจอิทธิฤทธิ์ในทางที่ดีให้ชาวบ้านได้เห็น  ปกปักษ์รักษาหมู่บ้านให้สงบสุข  ปราศจากอันตรายใด ๆ  โดยวิญญาณสิงสถิตย์อยู่ที่ดอยแห่งนี้มาตลอด  และชาวบ้านที่ได้รับความคุ้มครองประสบโชคลาภ  จึงได้สร้างศาลให้เจ้าพ่อเขาแสงได้สิงสถิตย์   และชาวบ้านที่ประสบโชคลาภก็ได้เล่าให้บุคคลอื่นฟังอยู่เรื่อย  จนในที่สุดชาวบ้านเมื่อต้องการอยากได้ ต้องการสิ่งใดมักจะไปบนบานสารกล่าว  สิ่งของที่บนบานนั้น  ก็จะมีหมู่  ไก่ และเหล้า  เมื่อชาวบ้านได้ตามที่บนบานไว้แล้วก็จะต้องมาเลี้ยง  เรียกว่า  เลี้ยงผี  และถ้าไม่ได้ตามที่ปรารถนาก็ไม่ต้องเลี้ยงอันใดเลย    และการเลี้ยง การบวงสรวงจะทำกันปีละ  2  ครั้ง คือ ในเดือน 3 เหนือแรม 11 ค่ำ   พร้อมกันหมดทุกคนที่ได้บนบานไว้    โดยการนำสัตว์ที่บนบานไว้มาฆ่าบริเวณใกล้ ๆ ศาล   โดยคนทรงเจ้า หรือที่นั่ง  จะเลือกคนที่จะเป็นคนฆ่าหมู ไก่ ไว้หนึ่งคน  จะมีหมู หรือไก่กี่ตัวก็จะให้คนที่มาทรงเลือกไว้เป็นคนฆ่าคนเดียว  เมื่อฆ่าเสร็จก็จะถอนขน  ขูดขนหมู ไก่  และตัดหัวหมู แข้งหมู  หางหมูไว้  สำหรับทำพิธีเลี้ยงผี   ซึ่งจะแขวนหัว แข้ง หาง หมูไว้รวมกันที่ราวไม้ข้างล่าง  ส่วนเนื้อและส่วนอื่นให้ผู้ที่มาร่วมงานจัดทำลาบ  แกง  สำหรับเป็นอาหารเลี้ยงผี   เมื่อเลี้ยงผีเสร็จคนทั้งคนจึงจะกินอาหารที่เหลือได้   และบนศาลา หรือศาล  เจ้าพ่อเขาแสงก็จะประทับร่างทรงใส่ชุดนุงขาวห่มขาว  มีผ้าโพกหัว  เป็น ขมุ  หลังดำ แดง  เรียกว่า อายาเจ้า มีการทำพิธีเสกเป่า  รักษาคนไข้ต่าง ๆ  จนถึงเวลา  ประมาณบ่าย 2 โมง  14.00 น    ก็จะเป็นการเสร็จพิธีเลี้ยงผี    เมื่อผีได้กินเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ก็ยกอาหารที่เหลือให้กับผู้มาร่วมงานได้กินต่อ    และการเลี้ยง หรือบวงสรวงเช่นนี้จะมีอีกครั้งหนึ่งในเดือน 9 เหนือ ขึ้น 3 ค่ำ  พิธีการก็เป็นเช่นเดียวกัน  

                    ประเพณีดังกล่าวอยู่ที่บริเวณดอยเขาแสง       บ้านดอยงาม      หมู่ที่  10     ตำบลบ่อแก้ว       อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน

ผู้มาร่วมพิธีบวงสรวง

เจ้าพ่อเขาแสงประทับร่างทรง

4.3  ประเพณีสู่ขวัญหรือเรียกขวัญคน

              ตามธรรมเนียม โบราณพื้นเมืองนั้นเมื่อผู้ใดผู้หนึ่งอยู่บ่สุขสบายมักเป็นตับไหวไตสั่น ผอมเหลืองไม่มี

ศรีสรรวรรณะสิบวันหนาวซาววันไข้ กินบ่ได้นอนบ่หลับ นอนกลางคืนสะดุ้งตกใจกลัวหรือบางทีไปพบสิ่งที่หวาดเสียว น่ากลัวและประสบอุบัติเหตุ สยดสยองมาอาจทำให้ขวัญหนีดีฝ่อ เป็นต้น ท่านจักต้องทำพิธีเรียกขวัญ      (ฮ้องขวัญ) สู่เข้าเสียร่างกายจะได้สุขสบายแล ฯ

                   การสะเดาะเคราะห์สู่ขวัญเมืองเหนือ  เป็นพิธีกรรมที่ชาวบ้านในท้องถิ่น ชาวเหนือปฏิบัติสืบทอดกันมาช้านาน  การสะเดาะเคราะห์สู่ขวัญจะทำให้เกิดสิริมงคลกับตนเอง  และทำให้มีกำลังใจในการปฏิบัติการงานต่างๆ 

อุปกรณ์

-    ขันครู ( ขันตั้ง ) ให้หมอหรืออาจารย์ผู้ทำพิธี

-    สวยหมาก 4 พลู 4 สวย สวยดอก 4 เทียนน้อย 4 คู่

-    เทียนเล่มบาท 2 คู่   - ใส่แว่น  หวี  ดอกไม้

-    ข้าวเปลือก 1 ลิตร    - ด้ายผูกแขน 

-    ข้าวสาร 1 ลิตร        -  ผ้าเสื้อของผู้สู่ขวัญ

-   เบี้ยพันสามหมากพันสาม

-  ผ้าขาว,ผ้าแดง เงิน 3 บาท

ขั้นตอน  การเรียกขวัญนั้นให้แต่งเครื่องข้าว คือ  ทำเครื่องขัดใบศรีปักด้วยดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม หลายสีให้เป็นพุ่มพวงงาม มีด้าย 9 เส้นรอบเวียนใบศรีข้างในขันให้ใส่  ข้าวปลาอาหารต่างชนิด พร้อมทั้งเครื่องหวาน  เมื่อแต่งดาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ทำพิธีฮ้องขวัญต่อไป

แนวปฏิบัติในการอนุรักษ์สืบสานประเพณีท้องถิ่น

               ควรให้มีการจัดทำข้อมูล  รายละเอียด  วิธีปฏิบัติสืบทอดไว้เพื่ออนุชนรุ่นหลังได้สืบทอดต่อไป  และให้เยาวชน  อนุชนรุ่นหลังได้เห็นความสำคัญของประเพณีการสะเดาะเคราะห์สู่ขวัญ

4.4  ประเพณีสูขวัญควาย

                   พิธีทำขวัญหรือพิธีฮ้องขวัญควายนี้ เป็นธรรมเนียมของโบราณหลังจากทำไร่ไถนา ปลูกข้าวดำนาเรียกร้อยแล้ว เจ้าของนาจะทำพิธีทำขวัญควาย เพื่อเป็นการเก็บเอาขวัญ และสัมมาคารวะแก่สัตว์ที่เราได้ใช้แรงงานทั้งหนัก ทั้งเบาหรือดุด่า ทุบตี ในเวลาที่ใช้งาน

                   ด้วยเหตุนี้จึงทำพิธีทำขวัญให้แก่สัตว์ที่ใช้แรงงาน ถึงสัตว์ไม่รู้ภาษาคนก็ตาม แต่ในทางจิตใจสัตว์อาจคิดรู้ในการกระทำของเจ้าของเหมือนกัน   ดังเราจะเห็นได้จากบุคคลที่มีความเอ็นดูสงสารสัตว์เลี้ยงของตนและสัตว์เลี้ยงนั้นก็แสดงความรักความขอบใจแก่เจ้าของ

             อุปกรณ์

-          ขันข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน

-          ข้าวปลาอาหาร น้ำอบน้ำหอม น้ำส้มป่อย

-          หญ้าอ่อนที่เกี่ยวมาใหม่ ๆ ล้างให้สะอาดหนึ่งหาบ ด้ายขาว ( ฝ้ายขาว )สำหรับมัดควาย 3 วา

-      สวยดอกไม้ห่อหมากพลูอย่างละ 2 สำหรับมัดเขาควายในเวลาสู่ขวัญ

-      เมื่อจะเรียกขวัญควายก็ให้ใช้ด้ายมัดพาควายไปทำพิธีเรียกขวัญควาย

4.5 ส่งเคราะห์บ้าน เคราะห์เฮือน

                    ปกติในปีหนึ่ง  คนเฒ่าคนแก่สมัยก่อนมักจะให้มีการสงเคราะห์เฮือน (บ้านหนึ่งครั้ง  หรือกรณีมีการสังหรณ์  หรือฝันร้ายอย่างใดอย่างหนึ่ง  ท่านจักให้มีการสงเคราะห์บ้านส่งเคราะห์เฮือน   ในการเตรียมการนั้น   มีรายละเอียดคือ  หื้อ(ให้) แป๋งสตวง 1 อัน มี 4 ห้อง จ่อขาวเหลือง ดำ แดง อย่างละ 3 รวม 12 จ่อ แต่ละห้องหื้อมี แก๋งส้ม แก๋งหวานป้าว ตาลหมาก ปู กล้วย อ้อย พริก เกลือ ข้าวเปลือก ข้าวสาร ข้าวดำ ข้าวแดง  จ้าง ม้า เป็ด ไก่ หมู   หมา  เดือน เหลา เต่าน้ำ ปลาฝา หอกดาบ เครื่องฆ่าตั้งมวล เสื้อผ้า น้ำมนต์ 1ขันฝ้ายมัดแขน  ขันตั้งอาจารย์  8 ขด 8 กู่ เล่มบาทกู่ เล่มเฟื้องกู่ ผ้าขาววา ผ้าแดงวา ข้าวสาร 1 ถ้วย วัตถุ 32 บาท แล้วท่านจะประสบแต่ความสุขความเจริญ ในวันข้างหน้า ฯ

4.6  ประเพณีปีใหม่เมือง

              ประเพณีปี๋ใหม่เมือง   เป็นประเพณีอันดีงามที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคน   โดยในการจัดงานของชาวอำเภอนาหมื่นได้ถือปฏิบัติเช่นเดียวกันกับชาวเหนือทั่วไป  คือ 

               -  วันที่  13  เมษายน  ถือเป็นวันร่อง   ที่เรียกกันว่าจักขานร่อง  วันนี้จะมีการกิน และสังสรรค์กันอย่างสนุกสนาน  และนอกนั้นก็จะมีการละเล่นพื้นบ้านต่าง ๆ  เช่น มีการสล้อ ซอ  ซึง    ส่วนมากจะเป็นการซอล่องน่าน  ซึ่งเป็นทำนองของชาวจังหวัดน่าน   มีการอ่านคร่าว  หรือที่เรียกว่าเล่าคร่าว   มีการจ้อย   หยอกล้อกันระหว่างหนุ่มสาว  มีการเล่นยิงสบ้า    และจะมีการเล่นสาดน้ำปี๋ใหม่กันด้วย  ทุกคนจะเปียกไปด้วยน้ำ    และผู้เฒ่าผู้แก่ก็ช่วยกันเตรียมการส่งเคราะห์ของหมู่บ้าน  หรือที่เรียกว่า “สงเคราะห์บ้าน”   แต่สำหรับเด็กก็จะเล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน   และเล่นการละเล่นพื้นบ้านต่าง  เช่น  การขี่ม้าก้านกล้วย   เล่นก๊อบแก๊บ   เล่นโก๋งเกง  เล่นยิงสบ้าเหมือนกันผู้ใหญ่ 

              -  วันที่  14  เมษายน   ในวันนี้  ถือเป็นวันเน่า  หรือ วันเนาว์    วันนี้ก็มีการกิน  การเล่น  เช่นเดียวกับวันร่อง  แต่ไม่มีการสงเคราะห์     และเป็นวันที่มีการเตรียมการไปทำบุญในวัดวันรุ่งขึ้น  (15 เมษายน)   ส่วนมากผู้หญิงและเด็ก ๆ  จะทำขนมพื้นบ้าน  อาหารเตรียมการไปวัดเช่นกัน  อาหารที่ทำส่วนมากจะเป็นห่อนึ่งไก่  ห่อนึ่งหมู 

              -  วันที่  15  เมษายน  ในวันนี้  ถือเป็นวันพญาวัน    ถือว่าเป็นวันดีที่สุดในรอบปี   เมื่อก่อนผู้เฒ่าผู้แก่มักจะพูดว่า  “วันนี้เป็นวันที่ไม้บ่ดีหัก ผักบ่ดีเด็ด”   ซึ่งหมายถึง   ไม่ทำความชั่ว   ละเว้นจากอบายมุขต่าง ๆ  ไม่ฆ่าสัตว์ ตัดชีวิต  แม้แต่ต้นไม้  ดอกไม้  ผักต่าง ๆ  ไม่มีการตัด เด็ด  ไม่ว่าจะเอามาทำอะไรทั้งสิ้น   โดยจะทำการตัด เด็ดในวันที่ 14 เตรียมการไว้ก่อนแล้วเท่านั้น     วันนี้จะมีกิจกรรมหลายอย่าง  เช่น  การทำบุญที่วัด   ตลอดถึงมีการขนหิน ขนทรายเข้าวัด   ก่อเจดีย์ทราย   มีการปล่อยนก  ปล่อยปลา    และหลังจากนั้นลูก ๆ ทั้งหลายก็จะทำการขอสูมาคาวะ  รดน้ำดำหัว ให้กับพ่อแม่  เป็นการขอโทษพ่อแม่ในรอบปีที่ผ่านได้ที่พวกลูก ๆ  ได้กระทำผิดต่อพ่อ แม่ผู้บังเกิดเกล้า  โดยลูก ๆ  ทั้งหลายจะเตรียมข้าวตอก ดอกไม้  ธูปเทียน  น้ำอบ  น้ำหอม  หรือ น้ำส้มป่อย  (ใส่ขันผ้าใหม่ เสื้อใหม่   หรืออาหารการกินที่ดีที่สุด  และเงินตามที่ลูกแต่ละคนจะเห็นสมควร    จากนั้นลูก ๆ  ก็จะเชิญให้พ่อแม่มารับขันที่เตรียมไว้  โดยทำพิธีมอบพร้อมกับพูดว่า   “วันนี้เป็นวันดี  ข้าพเจ้าลูกๆ  ทุกคนได้พร้อมกันหายังบุบผา ราจา ข้าวต๊อก ดอกไม้ ลำเตียน  พร้อมน้ำอบ น้ำหอม  น้ำจริงสุกันโทตะกะ  แม้ว่าข้าพเจ้าลูก ๆ  ได้ขึ้นที่ต่ำ ได้ย่ำที่สูง  ได้ปากคำหนัก  ได้ตักคำเบา  ได้ย่างใกล้และเตี่ยวก่าย  อย่างอันก็ดี  ขอฮือพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าได้รับเอาขันสูมาของพวกลูก ๆ ในปางติกา คาราวะวันนี้เถิด”   จากนั้น  พ่อและแม่ก็จะรับเอาขัน  และจะกล่าวทำนองที่ว่าให้อภัยให้กับลูก ๆ ทุกคน  พร้อมกับให้พรกับลูก ๆ     ซึ่งปกติทั่วไปให้ทำการขอสูมาคาราวะพ่อแม่ก่อน  เป็นการให้ความสำคัญกับพ่อแม่ผู้บังเกิดเกล้าก่อน   ก่อนที่จะไปทำการขอสูมาคาราวะคนที่เคารพนับถือคนอื่น ๆ   และตอนบ่ายก็ไปยังอีกครั้งหนึ่ง   โดยการไปปฏิบัติธรรม  ถือศีล  ภาวนา  ฟังธรรมที่วัด   และนอกนั้นก็จะเป็นการกินการเล่นเหมือนกับทุก ๆ วัน 

              -  วันที่  16  เมษายน  ถือว่าเป็นวันปากปี    วันนี้ก็จะมีการกินการเล่นเช่นเดียวกับวันก่อน ๆ  และนอกนั้นก็จะไปทำการขอสูมาคาราวะผู้หลักผู้ใหญ่ผู้เคารพนับถือคนอื่น ๆ  ต่อจากวันก่อน 

              -  วันที่  17  เมษายน  ถือว่าเป็นวันปีใหม่   วันนี้ก็จะมีกิจกรรมการเล่น  การกิน  เช่นเดียวกับวันก่อน ๆ  ถือว่าเป็นการฉลองปีใหม่เมือง 

              ปัจจุบัน  อำเภอนาหมื่นจะมีการจัดงานประเพณีปี๋ใหม่เมืองเป็นประจำทุกปี    โดยส่วนมากจะจัดหลังจากวันที่  17  เมษายน     อาจจะเป็นวันที่   18  -  21  เมษายน   วันใดวันหนึ่ง   ซึ่งจะมีกิจกรรมต่าง ๆ  ณ บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอนาหมื่น   และบริเวณวัดบ่อแก้ว   ดังนี้

1.   พิธีสรงน้ำพระเจ้าแก้ว  พระคู่บ้านคู่เมืองของชาวอำเภอนาหมื่น  และสรงน้ำพระสรงชั้นผู้ใหญ่   ตลอดถึงพิธีสงฆ์ต่าง ๆ   

2.   พิธีบวงสรวงศาลหลักเมือง  อำเภอนาหมื่น    โดยจะมีเครื่องบวงสรวง  มีหัวหมู  ผลไม้ต่าง ๆ  ดอกไม้  ธูปเทียน  และของบริวารต่างมากมาย   โดยทางพรหมณ์จะทำพิธี พร้อมกับนายอำเภอ  บริเวณศาลหลักเมือง  หน้าที่ว่าการอำเภอนาหมื่น

3.   พิธีสูมาคาราวะ  รดน้ำดำหัว  ผู้เฒ่าผู้แก่จากหมู่บ้าน ตำบลต่าง ๆ      จากนั้นก็จะทำการรดน้ำดำหัวนายอำเภอนาหมื่น     หัวหน้าส่วนราชการที่สูงอายุ  

4.    พิธีสูขวัญผู้เฒ่าผู้แก่   นายอำเภอ   หัวหน้าส่วนราชการ  บริเวณหอประชุมอำเภอนาหมื่น

5.    บริเวณสนาม  ก็จะมีกิจกรรมการละเล่นพื้นบ้าน  กีฬาพื้นบ้าน    การประกวดนางสงกรานต์    มีดนตรีลูกทุ่ง    มีคณะสล้อ  ซอ ซึง  มาบรรเลงตลอดงาน 

 

4.7  การสืบชะตา

              การสืบชะตา  เป็นการต่ออายุให้ยืดยาวออกไป  เพื่อความเป็นสิริมงคลมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายปราศจากโรคพยาธิ  ตลอดจนถึงเภทภัยทั้งหลายและให้มีความเจริญรุ่งเรืองสิบต่อไป  การสืบชะตาแม้จะไม่ใช่แก่นแท้ของพุทธศาสนาก็ตาม  แท้จริงเป็นลัทธิของพราหมณ์  แต่ก็ได้รับประโยชน์ในด้านจิตใจอย่างไม่น่าเชื่อ ดังตำนานได้กล่าวเอาไว้ว่า  ครั้งหนึ่งในสมัยพุทธกาลมีสามเณรน้อยรูปหนึ่งชื่อว่า  ติสสะ  อายุ 7 ปี  บวชแล้วปฏิบัติธรรมอยู่ในสำนักพระสารีบุตรเถระ  อยู่มาวันหนึ่งพระสาระบุตรสังเกตเห็นสามเณรติสสะ   มีผิวพรรณ  ใบหน้าหม่นหมอง  โศกเศร้า  พระสารีบุตรจึงเข้าญาณสมาบัติเล็งดู  จึงบอกให้สามเณรผู้นี้จะมีชีวิตได้อีก 7 วัน  ก็จะถึงแก่มรณภาพ  เมื่อรู้ดังนั้นจึงบอกให้สามเณรได้ทราบ  เมื่อสามเณรรู้ก็มีความทุกข์ใบหน้าหม่นหมองเต็มไปด้วยน้ำตา  แล้วลาพระสารีบุตรออกเดินทางเพื่อจะไปบอกลาพ่อแม่ของตนก่อนมรณภาพ  ระหว่างเดินทางนั้น  ไปพบหนองน้ำกำลังแห้งขอด  เหล่าปลาน้อยใหญ่ที่อาศัยอยู่ในน้ำนั้น  ต่างพากันกระเสือกกระสนดิ้นรนกันใหญ่เพื่อหนีความตาย  สามเณรได้เห็นดังนั้นก็เกิดความคิดขึ้นว่าปลาน้อยใหญ่เหล่านี้หากเราไม่ช่วยชีวิตไว้ก็จะตายในที่สุด  เราควรโปรดสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ให้รอดพ้นจากความตายดีกว่า  เมื่อคิดได้ดังนั้นจึงจับเอาปลาทั้งหลายใส่ในบาตรของตนแล้วนำเอาไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่  ปลาเหล่านั้นก็มีชีวิตยาวนานอีกต่อไป  เมื่อสามเณรกลับถึงบ้านก็ได้เล่าเรื่องที่ตนจะมรณภาพให้พ่อแม่และญาติพี่น้องฟัง เมื่อได้ทราบแล้วต่างก็มีความเศร้าโศกเสียใจ  สงสารสามเณรเป็นอย่างยิ่ง  แต่ไม่รู้ทำอย่างไร  ได้แต่รอเวลาที่สามเณรจะมรณภาพ  แต่เมื่อเวลากำหนดมาถึงปรากฏว่าสามเณรไม่ได้มรณภาพแต่อย่างได้กลับมีวรรณผ่องใสกว่าเดิม  ทำให้เกิดความสงสัยแก่ญาติเป็นอย่างยิ่ง

จากนั้นสามเณรก็ได้ลาพ่อแม่และหมู่ญาติ  เพื่อเดินทางไปหาพระสารีบุตร  และได้เล่าเรื่อง

ราวต่างๆ  ให้กับพระสารีบุตรฟังที่เรื่องที่ตนปล่อยปลา  พระสาระบุตรจึงกล่าวกับสามเณรว่าการกระทำของเธอเป็นกุศลยิ่ง  ทำให้เธอรอดพ้นจากความตาย  ความหายนะและความเสื่อมและมีชีวิตยืนยาวต่อไปจากตำนานดังกล่าวทำให้ศรัทธาสาธุชน  เกิดความเชื่อถือและกระทำพิธีสืบชะตาเป็นประเพณีสืบต่อมาจนทุกวันนี้

แนวปฏิบัติในการอนุรักษ์สืบสานประเพณีท้องถิ่น

                        การสืบชะตาเป็นพิธีการที่คนพื้นเมืองพื้นบ้านจะทำกันตลอด  ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บไข้ได้ป่วยหรืออยู่ดีสบายได้รับการเลื่อนยศถาบรรดาศักดิ์  นับว่าเป็นภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ควรจะอนุรักษ์สืบไว้และเพื่อให้ประเพณีสืบชะตาคงอยู่ไม่ให้สูญหายไปจากวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นพื้นบ้านควรให้มีการสืบทอดโดยพยายามให้เยาวชน  อนุชนรุ่นหลังได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมทุกครั้งเพื่อเป็นการถ่ายทอด  อนุรักษ์ประเพณีที่ดีงาม  ที่สำคัญไว้ตลอดไป

4.8  การหามื้อหาวัน

              การหามื้อหาวัน  เป็นการเซาะหามื้อสันวันดีเพื่อเราจะได้ประกอบหรือกระทำสิ่งที่เป็นมงคลเพื่อให้เกิดความสบายใจ  ไม่ว่าจะเป็นงานสร้างบ้าน  สร้างเรือน  ขึ้นบ้านใหม่  เป๊กตุ๊  งานบวชซื้อวัตถุสิ่งของโยกย้ายทำกิจการงานใด  ไม่ว่ารับราชการ  ค้าขาย  หรือทำหารเกษตร  โดยมีคติความเชื่อดังต่อไปนี้  โดยถือตามคติเดือน  วัน  ยาม   โดยได้ยึดถือ  ดังต่อไปนี้ 

                        เดือนเกี๋ยง  ห้า เก้า  เสีย  วันอาทิตย์ กับ จันทร์

                        เดือนยี่  หก  สิบ  เสีย  วันอังคาร

                        เดือนสามเจ็ดสิบเอ็ด  เสีย  วันเสาร์ กับ พฤหัสบดี

                        เดือนสี่แปด สิบสอง  เสีย  วันเสาร์ กับ พฤหัสบดี

                        เดือน  สี่  แปด  สิบสอง  เสีย  วันพุธ กับ วันศุกร์

                        เดือนตามพื้นบ้าน  จะนับเอาตามเดือนพายัพซึ่งจะเร็วกว่าเดือนในปีปฏิทิน 2 เดือน  แต่จะมีพิเศษ  ทั้งหมดนี้เป็นคติความเชื่อของการนับถือวัน  โดยจะถือเอาเดือนทั้งสิบสองถือว่าเป็นวันแม่กระด้าง ส่วนการถือวันตามวัน ข้างขึ้นข้างแรม  ตั้งแต่วันขึ้นและแรม 1 ค่ำ  ไปจนวันแรม  และขึ้น 15 ค่ำนั้น  ก็จะนับเหมือนกันตามปกติทั่วไป  ดังต่อไปนี้

                        1 ค่ำ   ช้างแก้วสู่โรงคำ  ดี

                        2 ค่ำ  ฟังธรรมกลางฟ้าจ้า  ไม่ดี

                        3 ค่ำ  ล้างมือถ้าคอยกิ๋น  ดี

                     4  ค่ำ  นอนปลายตี๋นตากแดด  ไม่ดี

                     5  ค่ำ ผีแวดล้อมปองเอา  ไม่ดี

                     6   ค่ำ  จงสำเภาไปก๊า(ค้า)  ดี

                       7  ค่ำ  เคราะห์อยู่ถ้าคอยจน  ไม่ดี

                    8   ค่ำ  สาระวนบ่เมี้ยน  ไม่ดี

9    ค่ำ  ถูกเสียบพระราม  ไม่ดี

10   ค่ำ  ความงามบ่ได้  ไม่ดี

11    ค่ำ  ขี้ไร้กลายเป็นดี  ดี

12    ค่ำ  บ่มีดีสักอย่าง  ไม่ดี

13    ค่ำ  ไชยปราบชมพู  ดี

14    ค่ำ  ศัตรู ปองร้าย  ไม่ดี

15    ค่ำ  ถูกผีแม่หม้ายปองเอา  ไม่ดี

วันชัยพฤกษ์  หรือไชยฤกษ์  นับทั้งข้างขึ้นข้างแรมเหมือนกันวิธีหายามดีในแต่ละวัน  เมื่อ

ท่านหาเดือนหาวันดีได้แล้วท่านควรจะหายามดียามดีมีประจำวันดังนี้

                        1.  วันอาทิตย์     ยามสายดีนัก      ยามใกล้เที่ยงดีนัก           ยามใกล้ค่ำดีนัก  นอกนั้นไม่ดี

                        2.  วันจันทร์       ยามเที่ยงดีนัก     ยามบ่ายดีนัก      นอกนั้นไม่ดี

                        3.  วันอังคาร      ยามเช้าดีนัก  ยามสายดีนัก  ยามเย็นดีนัก   ยามใกล้ค่ำดีนัก  นอกนั้นไม่ดี

                        4.  วันพุธ           ยามเที่ยงดีนัก     ยามบ่ายดีนัก      นอกนั้นไม่ดี

                        5.  วันพฤหัสบดี  ยามใกล้เที่ยงดีนัก           ยามเที่ยงดีนัก     ยามค่ำดีนักแล   นอกนั้นไม่ดี

                        6.  วันศุกร์         ยามสายดีนัก      ยามใกล้ค่ำดีนัก  ยามค่ำดีนัก        นอกนั้นไม่ดี

                        7.  วันเสาร์ ยามเช้าดีนัก  ยามสายดีนัก  ยามบ่ายดีนัก ยามบ่ายเย็นดี  นักนอกนั้นไม่ดี

                        นอกจากวัน  เดือน  ยาม  ที่ได้หามาแล้วก็จะยังยึดถือ  ทิศทาง  ในการนั่งซึ่งมีความเชื่อถือว่าหลาวเหล็ก  จะอยู่ทางทิศใดของแต่ละวันจึงมีวันหลาวเหล็ก  ดังต่อไปนี้

                        1,6  ตก - วันอาทิตย์  วันศุกร์  หลาวเหล็กอยู่ทางทิศตะวันตก

                        2,7   ออก - วันจันทร์  วันเสาร์  หลาวเหล็กอยู่ทางทิศตะวันออก

3  เหนือ - วันอังคาร  4  เหนือ  วันพุธ  หลาวเหล็กอยู่ทางทิศเหนือ

5  ใต้ - วันพฤหัสบดีหลาวเหล็กอยู่ทางทิศใต้

ถ้าหากไม่รู้ว่าจะเอาอะไรขึ้นให้นำพระพุทธรูปวางบนพานใส่ดอกไม้ธูปเทียนและน้ำส้มป่อยจุด

ธูปเทียนแล้วกราบพระพุทธรูปคำพูดไหนที่ดีก็อธิษฐานเอาและอย่าลืม  ผู้เฒ่า  ผู้แก่  แก้ว  แหวนเงินทอง  หม้อนึ่ง  ไหข้าว  สาดใหม่  หมอนใหม่  และสิ่งที่เป็นมงคลทั้งหลาย

      4.9. ประเพณีการเทศน์มหาชาติ  ส่วนใหญ่อำเภอนาหมื่นจะมีการเทศน์มหาชาติ ในวันเพ็ญเดือนสิบสอง  ช่วงเดือนพฤศจิกายน   วัดที่คนนิยมพากันไปฟังเทศน์ส่วนใหญ่คือ การเทศน์มหาชาติที่วัดนาหวาย 

     4.10 ประเพณีแห่เทียนเข้าพรรษา  ทำในวันเข้าพรรษาของทุกปี  โดยมีการจัดแห่เทียนสำหรับถวายพระในวัดต่างๆ  เพื่อพระสงฆ์ได้ปฏิบัติศาสนากิจในช่วงระหว่างเทศกาลเข้าพรรษาในแต่ละปี

     4.11 ประเพณีพื้นบ้านที่เกี่ยวกับวรรณกรรม   เช่น การอ่านค่าว,จ้อย,ซอ   ส่วนมากผู้ที่อ่านค่าว  จ้อย  หรือซอ  จะเป็นผู้สูงอายุเป็นส่วนมาก    ซึ่งจะเป็นการระลึกถึงความหลังในอดีต