โครงการ รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนา  ที่เอื้อต่อกระบวนการเรียนรู้ธรรมะของชุมชน   โดยองค์กรสงฆ์ และประชาชน  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน

1. หัวหน้าทีมวิจัย  พระอภินันท์ อภิปุญโญ  วัดนาหวาย  ตำบลบ่อแก้ว  อำเภอนาหมื่น  จังหวัดน่าน        โทร.(054) 787245

3.  หลักการและเหตุผล

                                พิธีกรรมทั้งในพุทธศาสนาและศาสนาอื่นๆ    อาจรวมถึงพิธีกรรมในท้องถิ่นแต่ละพื้นที่ มีจำนวนอยู่ไม่น้อย  ที่ลักษณะเดียวกันก็มีจำนวนมากและ ที่แตกต่างกันออกไปมีจำนวนไม่น้อยเช่นกัน คงยากที่จะกล่าวได้โดยละเอียดในพิธีกรรมต่างๆ แต่ที่น่าสนใจที่มีผลกระทบต่อประชาชนแทบทุกพื้นที่ ที่นับถือศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติมีผู้นับถือมากกว่า 95%    พิธีกรรมทางพุทธศาสนา  หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งคือพุทธศาสนพิธี   ซึ่งมีพิธีกรรมหลากหลายมากมายแตกต่างกันมากน้อย    ตามเหตุและปัจจัยซึ่งเป็นบริบทของสังคม ไม่ว่า การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา ประเพณี วัฒนธรรม  แต่ละพื้นที่

                                จากความหลากหลายแตกต่างกันทางด้านพิธีกรรมในพุทธศาสนา  เฉพาะพื้นที่อำเภอนาหมื่น เป็นอำเภอเล็กๆ ประกอบด้วย 4 ตำบล ประชากรประมาณ 16,000 คน มีให้เห็นอยู่ทุกพื้นที่แม้แต่ตำบลเดียวกัน หรือมัคนายกต่างกันแต่วัดเดียวกัน มีความแตกต่างกันในหลายกิจกรรมเป็นอาทิ ทำให้ประชาชนที่เป็นพุทธศาสนิกชนเกิดความสับสนสิ่งใดคือสิ่งที่ถูกต้อง และสิ่งใดควรปรับปรุงแก้ไข เช่น คำอาราธนาศีล 5 บางแห่งใช้ สาธุ มะยังภันเต วิสุง วิสุง รักขะณัตถายะ ติสะระเณนะ สะหะ ปัญจะ  สีลานิ ยาจามิ บางแห่ง ขึ้น มะยัง ไม่มี สาธุ บางแห่ง ใช้ มะยังภันเต ติสะระเณนะ ไม่มีวิสุง วิสุง รักขะนัตถายะ หรือ บางแห่ง กราบพระไหว้พระ ขึ้นต้น นะโม ก่อน อีกแห่งหนึ่ง ไม่มีขึ้นนะโม   กล่าวคำบูชาพระ อิมินา สักกาเรนะ ฯลฯ เลย แม้นคำว่า มิ หรือ มะ ที่ลงท้าย คำบูชาต่างๆ   ก็ใช้ต่างกัน บางตำราบอกว่า ถ้าหลายคนใช้ มะ ถ้าคนเดียวใช้ มิ แต่มีบางคนแย้งว่า ต่างคนต่างกล่าวไม่เกี่ยวกับคนหลายคน ควรใช้ มิ   ยังมีอีกมากมายที่เป็นคำบูชา และคำสวด ที่หาคำลงตัวไม่มี  และอธิบายเหตุผลที่เป็นสาธารณะไม่ได้ นอกจากความเห็นของปัจเจกบุคคลที่ยังไม่สามารถยึดถือเป็นหลักได้

                                ผู้เป็นเจ้าภาพในงานพิธีกรรมต่างๆในพุทธศาสนาเสียค่าใช้จ่าย   และเวลา มากขึ้นในบางกรณี เช่น การเผาศพไม่ควรเผาในวันที่ไม่ดี วันเสีย วันไม่เป็นมงคล ทั้งๆที่ งานศพเป็นงานอวมงคล ถ้าไม่ปฏิบัติตามชาวบ้านเชื่อว่า คนในหมู่บ้านจะเดือดร้อน ล้มหายตายจากมากขึ้น  จนมีคำกล่าวไว้ว่า “อยู่หลาย ตายน้อย”   บางครอบครัวฐานะยากจนไม่สามารถนำศพบำเพ็ญกุศลหลายวันติดต่อกันได้ เพราะค่าใช้จ่ายมากกว่า 10,000 บาท ต่อวัน    แต่ถ้าในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีวันดี วันอันเป็นมงคลให้เผาศพได้ ในเวลาที่เจ้าภาพรับแบกภาระได้   จำเป็นต้องเลื่อนกำหนดไปวันที่เป็นมงคล  อาจใช้เวลาถึง 4- 5 วัน เจ้าภาพรับภาระค่าใช้จ่ายที่เกินออกไปโดยไม่จำเป็น      ประชาชนในหมู่บ้านไม่สามารถไปทำกิจ กรรมงานอย่างอื่นได้ ถ้ามีการตายเกิดขึ้นในหมู่บ้าน  ถึงแม้นพืชผลทางการเกษตรถึงเวลาเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม ถ้าไปทำงานนอกบ้านจะถูกเพื่อนบ้านตำหนิไม่ให้ความร่วมมือกับส่วนรวม จะมีกิจกรรมทำ หรือไม่ในงานศพต้องไปอยู่ร่วมเป็นเพื่อน

                                 นอกเหนือจากสิ่งที่กล่าวมาก็จะพบว่าประชาชนได้รับสาระประโยชน์มากน้อยแค่ไหนจากการทำกิจกรรมศาสนพิธีในพุทธศาสนา  เช่น  กรณีสมาทานศีล 5   ฟังเทศน์  ฟังธรรม   ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ได้กระทำกันเป็นประจำในศาสนพิธีมักจะขาดไม่ได้   แต่การปฏิบัติตัวของผู้ร่วมทำกิจกรรม    ได้         ประพฤติตัวที่เหมาะสมกับเป็นพุทธศาสนิกชนหรือไม่   เช่น พระสวด หรือเทศน์ธรรมยังมีผู้คนเดินไปมาอยู่อย่างวุ่นวาย  แม้พระสงฆ์เองบางครั้งก็ไม่ต่างจากฆารวาส  ในระหว่างทำพิธีกรรมถามหาสิ่งของนั้นสิ่งของนี่ให้วุ่นวายไปเหมือนกัน ผู้ร่วมพิธีก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย แทนที่จะได้รับความสงบจิตสงบใจมีสมาธิในการทำบุญตามที่ตั้งใจไว้ มีผู้ตั้งคำถามมากมายว่าเรายึดอะไรเป็นสาระ เป็นสรณะที่สำคัญ  ได้อะไรจากการประกอบพิธีที่ทุกคนร่วมลงทุน  (ที่มิใช่เชิงธุระกิจ)  หรือหลังทำกิจกรรมได้นำเอาหลักธรรมไปใช้บูรณาการร่วมกับวิถีชีวิตของตนเอง  ครอบครัว  สังคม   ในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขหรือไม่  ทั้งๆที่สังคมป่วยเป็นโรคจิตใจ ขาดที่พึ่งพิงกันมาก   ธรรมะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้น   ที่จะแก้ไขได้ทั้งระยะสั้นและระยะยาว     จากอดีตจนถึงปัจจุบันชาวพุทธส่วนใหญ่เริ่มต้นจากความเชื่อ ความเลื่อมใส มากกว่าจะเริ่มต้นจากการพินิจพิเคราะห์ทางปัญญาก่อนทำให้หลายต่อหลายคนตกเป็นเหยื่อมารศาสนาบางจำพวก ถึงกับมีผู้กล่าวว่า      ”คนไทยนับถือศาสนาพุทธตามประเพณี    หรือตามทะเบียนบ้านเท่านั้น”    ถึงแม้นว่าผู้รู้บางคนกล่าวไว้ว่าพิธีกรรมทางศาสนาเปรียบเหมือนกับเปลือกต้นไม้ที่ห่อหุ้มต้นไม้อยู่ เพื่อให้ต้นไม้อยู่ได้ พิธีกรรมทางพุทธศาสนาควรมีอยู่ แต่ถ้าพิธีกรรมในพุทธศาสนามีปัจจัยเอื้อ  ปัจจัยเสริม  ปัจจัยหนุน  ที่ทำให้พุทธศาสนิกชนมีความเชื่อ  ความศรัทธา   อันเป็นบ่อเกิดแห่งศีล  สมาธิ  ปัญญา     ที่ทำให้ประชาชนได้มองเห็นแก่นธรรมได้มากยิ่งขึ้น  ปัญหาที่สะสมอยู่ในตัวบุคคล สังคม ประเทศชาติ ที่ยังแก้ไขไม่ได้ คงคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้น

                                ทางคณะสงฆ์ สภาวัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นอำเภอนาหมื่น ได้เล็งเห็นสภาวะ และสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น มีความเห็นร่วมกันว่า   ถ้าสามารถหารูปแบบ  หรือพิธีกรรมที่เหมาะสม โดยสามารถอธิบายที่ไปที่มาของพิธีกรรมต่างๆได้คงจะก่อประโยชน์มากมายในการนำเอาศาสนพิธี ในพุทธศาสนาเป็นแนวทางหนึ่งในการเผยแพร่ธรรม คำสั่งสอน ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปสู่ประชาชนเพื่อให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตในทุกๆด้านดีขึ้น โดยมีหลักธรรมในพุทธศาสนาที่เป็นแก่นสารเป็นสิ่งที่ช่วยให้ชีวิตได้พ้นจากความทุกข์ พบความสุขมากขึ้น
 

5.  คำถามงานวิจัย

1.  รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ควรอนุรักษ์ไว้และปรับปรุงแก้ไขควรเป็นอย่างไร

2.  รูปแบบพิธีกรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้หลักธรรมเพื่อนำไปปฏิบัติ กับตนเอง ครอบครัว และสังคมในอำเภอนาหมื่น ควรเป็นลักษณะอย่างไร

3.  การเผยแพร่ธรรมะที่เหมาะสมต่อการกระบวนการเรียนรู้ธรรมะชองชุมชน   ควรเป็นอย่างไร

            4.  วัตถุประสงค์

1.       เพื่อรวบรวมวิเคราะห์ข้อมูลพิธีกรรมทางพุทธศาสนา  ในรูปแบบต่าง ๆ ของอำเภอนาหมื่น

2.       เพื่อหารูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ธรรมะของชุมชน  อ.นาหมื่น

3.         เพื่อนำรูปแบบพิธีกรรมที่เหมาะสม  ไปเผยแพร่สู่การปฏิบัติร่วมกันในชุมชน

6.       วิธีดำเนินการ

ระยะเตรียมทีมวิจัย

1.  จัดหาทีมผู้มาร่วมศึกษาที่ประกอบด้วย   พระภิกษุสงฆ์   กรรมการสภาวัฒนธรรม มัคนายก   ภูมิปัญญาท้องถิ่น   ผู้ทรงคุณวุฒิต่างๆ  ในอำเภอนาหมื่น

2.  จัดทำโครงการศึกษา เพื่อขอรับการสนับสนุนงบประมาณ   จากสำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนงานวิจัยวิจัย (สกว.)

 ระยะที่ 1   ( ระยะเวลา 8 เดือน )  เพื่อรวบรวมข้อมูลพิธีกรรมทางพุทธศาสนารูปแบบต่าง ๆ   ในอำเภอนาหมื่น

1.1    จัดประชุมทีมวิจัยหลักและทีมวิจัยร่วมเพื่อเตรียมความพร้อมที่จะศึกษา หาข้อมูล ที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนพิธี และวางแผน การปฏิบัติงานเขตพื้นที่อำเภอนาหมื่นร่วมกัน

1.2    จัดเวทีเสวนาพิธีกรรมในพุทธศาสนาทั้งงานมงคล และงานอวมงคล ที่เป็นปัญหาสำหรับอำเภอนาหมื่นในภาพรวม เพื่อที่จะได้รับข้อมูลในเชิงกว้างที่มีผลกระทบต่อหลายๆด้าน

1.3    จัดให้มีทีมย่อยซึ่งเป็นแกนนำหรือผู้ที่มีความเข้าใจในด้านนี้ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อสำรวจ  จัดเก็บข้อมูล  รูปแบบ  พิธีกรรมต่างๆ ทั้งงานมงคล และอวมงคล ในเขตอำเภอนาหมื่น  และศึกษาค้นคว้าแหล่งข้อมูลด้านต่างๆทั้งในรูปเอกสารทั้งในปัจจุบัน และของโบราณ( ตัวอักษรธรรมในใบลาน)  ตัวบุคคล  ภูมิปัญญาท้องถิ่น ผู้ทรงคุณวุฒิสาขาต่างๆที่มีความรู้ความเข้าใจ

1.4     รวบรวมข้อมูลพิธีกรรมต่างๆในพุทธศาสนา เป็นหมวดหมู่   แยกออกระหว่าง งานมงคล และงานอวมงคล  จัดให้มีเวที ประชุมสัมมนา เชิงปฏิบัติการในรูปแบบต่างๆ และหลากหลายผู้เข้าร่วมเสวนา

1.5    จัดให้มีประชาพิจารณ์ โดยรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนหลายๆฝ่ายที่ได้รับผลกระทบ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงพิธีกรรมทางพุทธศาสนาเกิดขึ้นหลังกาศึกษาวิจัย

1.6     จัดให้มีการตรวจสอบข้อมูลทั้งในเชิงกว้าง และเชิงลึกในกรณีที่ได้รับข้อมูลพิธีกรรมบางส่วนไม่สมบูรณ์ หรือเหตุผลข้อหักล้างไม่เพียงพอ จากการทำเวทีเสวนา และประชาพิจารณ์ โดยศึกษาหาข้อมูล วิเคราะห์ เพิ่มเติม

1.7    สรุปข้อมูล รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เหมาะสมเป็นประโยชน์สำหรับประชาชนอำเภอนาหมื่น

 ระยะที่ 2   (ระยะเวลา 8 เดือน )   เพื่อหารูปแบบพิธีกรรมในพุทธศาสนาที่เหมาะสมต่อการเรียนรู้ของพุทธศาสนิกชน และนำเอาหลักธรรมไปปฏิบัติต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมในอำเภอนาหมื่น

-          ได้รูปแบบพิธีกรรมที่เหมาะสม  จากระยะที่  1

-          ทดลองปฏิบัติ

-          ประเมินผลทุกระยะ

ระยะที่ 3  (ระยะเวลา 6 เดือน) เพื่อนำรูปแบบพิธีกรรมที่เหมาะสม  ไปเผยแพร่สู่การปฏิบัติร่วมกันในชุมชน

จัดให้มีการประชุม สัมมนา ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหน่วยงานของรัฐ  องค์กรเอกชน องค์กรชุมชน ประชาชน เพื่อหาแนวทางการนำเอาพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่ผ่านการศึกษาแล้วไปใช้ในพิธีกรรมต่างๆทางพุทธศาสนา พื้นที่อำเภอนาหมื่น

จัดให้มีกิจกรรมเผยแพร่พิธีกรรมทางพุทธศาสนา ในหลากหลายรูปแบบที่เอื้อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ทัศนะคติ และการปฏิบัติ ของประชาชนอำเภอนาหมื่น

ประเมินผลระหว่างดำเนินการ และหลังดำเนินการ

จัดทำเอกสารเพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์รูปแบบพิธีกรรมต่างๆทางพุทธศาสนาที่ได้ผ่านศึกษาแล้ว

คำกำจัดความที่ใช้ในการวิจัย

1.       อำเภอนาหมื่น เป็นเขตการปกครองหนึ่งของจังหวัดน่าน

2.       พิธีกรรมทางพุทธศาสนา  หมายถึง  พิธีกรรมที่มี ครบทั้ง 3 ส่วน    คือ  พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

3.       งานมงคล หมายถึง กิจกรรมที่เกี่ยวกับงานมงคลสมรส บวชพระ ขึ้นบ้านใหม่  ทำบุญบ้าน อาคาร สำนักงาน

4.        งานอวมงคล หมายถึง กิจกรรมเกี่ยวกับงานศพ หรือเกี่ยวเนื่องกับงานศพ เช่น ทำบุญครบรอบ 7 วัน  15 วัน  50 วัน  100 วัน เป็นต้น

กลุ่มเป้าหมาย

1.       พระภิกษุสงฆ์ อำเภอนาหมื่นทุกรูป

2.       พระสงฆ์ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ไม่น้อยกว่า 10 รูป

3.       ผู้ทรงคุณวุฒิ สาขาต่างๆ จำนวน 20 คน

4.       ภูมิปัญญาท้องถิ่น สาขาต่างๆ จำนวน 100 คน

5.       ข้าราชการ จากส่วนต่างๆ จำนวน 50 คน

6.   ประชาชนอำเภอนาหมื่น จำนวน ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 30 

7.  ระยะเวลา  ใช้เวลาในการศึกษาวิจัยจำนวน 2 ปี แยกตามระยะเวลาดังนี้

7.1      ระยะที่ 1   ใช้เวลา  8  เดือนในการศึกษาหาข้อมูล และรวบรวมข้อมูล

7.2      ระยะที่ 2   ใช้เวลา  8  เดือน ในการศึกษาตรวจสอบ  วิเคราะห์ สัมมนา ในรูปแบบต่างๆ  สรุปข้อมูลได้รูปแบบที่เหมาะสม

7.3      ระยะที่ 3   ใช้เวลา  6  เดือน  ในการศึกษาหารูปแบบ  วิธีการ การนำเอาไปใช้ การประเมินผล และการประชาสัมพันธ์

8.  งบประมาณ  ขอรับการสนับสนุนงบประมาณจาก   สำนักงานคณะกรรมการกองทุนสนับสนุนงาน

                          วิจัย (สกว.) จำนวน 274,240 บาท  (สองแสนเจ็ดหมื่นสี่พันสองร้อยสี่สิบบาทถ้วน)

9.  ผลคาดว่าจะได้รับ

9.1      พิธีกรรมต่างๆ ทางพุทธศาสนาในอำเภอนาหมื่น    ที่กระจัดกระจายอยู่ตามพื้นที่ต่างๆ ได้ถูกรวบรวม   สัมมนา   วิเคราะห์   สังเคราะห์     เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชน

9.2      พิธีกรรมต่างๆทางพุทธศาสนาที่ผ่านกระบวนการศึกษาวิจัย  ที่เหมาะสมกับพื้นที่อำเภอนาหมื่น  ทั้งเรื่องค่าใช้จ่าย  บทสวดต่างๆ  การใช้เวลา และการเรียนรู้หลักธรรมในด้านต่างๆ

9.3      พิธีกรรมต่างๆทางพุทธศาสนาประชาชนในระดับต่างๆสามารถเข้าใจและอธิบาย เหตุผลได้ เพราะทุกขั้นตอนประชาชนมีส่วนร่วมในการศึกษา

9.4      ประชาชนจะให้ความสนใจ  การยอมรับ  พิธีกรรมต่างๆทางพุทธศาสนาที่นำเอาไปปฏิบัติหลังการศึกษา  วิจัยแล้ว  เพราะประชาชน หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วม

9.5      ได้รูปแบบพิธีกรรมทางพุทธศาสนาที่เหมาะสมกับอำเภอนาหมื่น ที่เป็นการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (หนังสือ) 

10. รายชื่อทีมวิจัยหลัก

10.1      นายบรรเจิด   ติ๊บตุ้ย                                 นักวิชาการศึกษา  สำนักงานศึกษาธิการอำเภอนาหมื่น (2544)

10.2      พระผจญ  ปภาโส                                    เลขานุการเจ้าคณะตำบลเมืองลี

10.3  นายเจริญ     เปี่ยมทวีศักดิ์                         ประธานสภาวัฒนธรรมอำเภอนาหมื่น

10.4  นายสมคิด   ปวนยา                                   หัวหน้าสถานีอนามัยหลักหมื่น

10.5  นายเชาว์   สุทธหลวง                               หัวหน้าฝ่ายการพยาบาล  โรงพยาบาลนาหมื่น

10.6  นางชุลีพร   สิริมาวรวุฒิ                           ผช.ผอ.โรงเรียนนาหมื่นพิทยาคม

10.7  นางสาวจิราพร   มงคลประเสริฐ            หัวหน้าฝ่ายส่งเสริม  โรงพยาบาลนาหมื่น

10.8  นายรวม   ใจปา                                          มัคนายกวัดนาหวาย

10.9  นายเชติพนธ์   ตาน้อย                              เลขานุการสภาวัฒนธรรมตำบลนาทะนุง

11.  รายชื่อทีมวิจัยร่วม

11.1   พระครูโอภาสนันทคุณ                           เจ้าคณะตำบลบ่อแก้ว                         

11.2   เจ้าอธิการประหยัด   ญาณวุฑโฒ           เจ้าคณะตำบลเมืองลี

11.3 พระอธิการสมบูรณ์   ฉันทโก  เลขานุการเจ้าคณะตำบลบ่อแก้ว

11.4 พระอธิการสมบัติ   สิริปัญโญ  เจ้าอาวาสวัดพงษ์

11.5  พระผจญ   ปภาโส                                             เลขานุการเจ้าคณะตำบลเมืองลี

11.6  พระอธิการณรงค์  กตปุญโญ                            เจ้าอาวาสวัดปิงหลวง

11.7  นายพิชัย     สิริภานุกุล                                      กำนันตำบลบ่อแก้ว

                11.8  นายสมควร    ธนะปัด                                       กำนันตำบลนาทะนุง

                11.9  นายสุจินต์   ถานะ                                             กำนันตำบลเมืองลี

                11.10   นายดาด   ธนะปัด                                          ผู้ใหญ่บ้านนาหวาย  หมู่ที่  8            

11.11 นายกิตติการ   สารเถื่อนแก้ว                           จนท. โรงพยาบาลนาหมื่น

11.12 นางสมหมาย   เมฆแสน                                  จนท. สาธารณสุขอำเภอนาหมื่น

11.13 นายช่วง   อาจสาร                                          ผู้ทรงคุณวุฒิบ้านนาหวาย

11.14 นายจำรัส   กองแก้ว                                     มัคนายกวัดนาทะนุง

                                11.15 นายจำเริญ   น้อยอินต๊ะ                               มัคนายกวัดพงษ์                  

11.16 นายสมบัติ   ขันยอด                                     ผู้ทรงคุณวุฒิบ้านป่าค่า                      

                                11. 17นายจรัญ   ธนะปัด                                       กรรมการสภาวัฒนธรรมตำบลนาทะนุง

11.18 นายสวาท   เขื่อนจะนะ                                   มัคนายกวัดดอนมูล                            

11.19 นายอินสม     มาอิ่น                                      มัคนายกวัดน้ำอูน                               

11.20 นายอนันท์  พัฒนเกรียงไกร                          ผู้ทรงคุณวุฒิบ้านป่าค่า