ความเป็นมาของละครชาตรีเมืองเพชร  
        
จังหวัดเพชรบุรีมีคณะละครชาตรีอยู่มากมายหลายโรง แต่พอสืบได้ว่าเจ้าของคณะละครชาตรีคณะแรกในเมืองเพชรบุรี ก็คือ คณะนายสุข จันทร์สุข หรือ คณะหลวงอภัยฯ นายสุข จันทร์สุข มีอายุอยู่ในราว พ . ศ . ๒๓๗๘ - พ . ศ . ๒๔๕๔ เป็นชาวเมืองเพชรบุรี อยู่ที่ตำบลหน้าพระลาน เป็นบุคคลที่มีความสามารถทางด้านโขนและละครชาตรี ในวัยเยาว์สนใจเกี่ยวกับการละครมากได้ติดตามคณะละครต่างๆ โดยเริ่มจากการช่วยขนเครื่อง การคลุกคลีนี้เองทำให้เกิดความสนใจในการละครมากขึ้น และเริ่มฝึกหัดจนได้แสดงจริง โดยเป็นตัวประกอบบ้าง เป็นเพื่อนพระเอกบ้าง แต่ก็ไม่ได้อยู่ประจำคณะใดคณะหนึ่ง เมื่อเจริญวัยเป็นหนุ่มฉกรรจ์จึงคิดตั้งคณะละครเป็นของตนเอง โดยมีเพื่อนและญาติเข้าร่วมด้วย นายสุขได้ใช้ความรู้ประสบการณ์ที่ได้จากการไปฝึกหัดแสดงละครกับชาวปักษ์ใต้ที่สนามควาย ( ที่อยู่ของชาวนครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา เมื่อครั้งอพยพมาอยู่กรุงเทพในสมัยรัชกาลที่ ๓ ) จัดตั้งเป็นคณะละครขึ้น และคนทั่วไปเรียกละครคณะนี้ว่า “ ละครนายทองสุข ” หรือ “ ละครนายสุข ” ในระยะแรกเริ่มละครของนายสุข มีผู้แสดงเป็นชายล้วน เพราะละครผู้หญิงมีแสดงเฉพาะในวังหลวงเท่านั้น จนกระทั่งในปี พ . ศ . ๒๓๙๘ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้บุคคลทั่วไปใช้ผู้หญิงแสดงละครได้
 
     
         เมื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จแปรพระราชฐาน ณ พระนครคีรี ละครของนายสุขได้มีโอกาสแสดงถวายเป็นที่พอพระราชหฤทัย โปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ ให้เป็น “ หลวงอภัยพลรักษ์ ” นับแต่นั้นมาละครของนายสุขก็เป็นที่รู้จักในนาม “ ละครหลวงอภัยฯ ” มีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก มีงานแสดงมาก ฐานะการเงินดีเป็นลำดับ และจากการที่การแสดงละครทำให้มีรายได้ดีนี่เอง รัชกาลที่ ๔ จึงได้กำหนดให้มีการเก็บภาษีละครขึ้น ด้วยทรงเห็นว่าเจ้าของละครได้ผลประโยชน์ จึงต้องเสียภาษีช่วยราชการแผ่นดิน การกำหนดพิกัดภาษีของละครชาตรี คือ “ เล่นวันหนึ่งยังค่ำ ให้เรียกภาษี ๕๐ สตางค์ เล่นกลางคืนให้เรียกภาษี ๒๕ สตางค์ เล่นทั้งกลางคืนกลางวันให้เรียกภาษี ๗๕ สตางค์ จากการเรียกเก็บภาษีละครชาตรี แสดงให้เห็นถึงความเจริญรุ่งเรืองของละครชาตรีที่แสดงได้ทั้งกลางวันและกลางคืน และมิได้เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่ยังเป็นอาชีพได้อีกด้วย ขณะนั้นมีคณะละครชาตรีเมืองเพชรร่วมสมัยอยู่จำนวน ๕ คณะ คือ ๑. ละครหลวงอภัยพลรักษ์ ๒. ละครหลวงทิพย์อาชา ๓. ละครตาไปล่ ๔. ละครยายปุ้ย และ๕. ละครบางแก้ว ( ละครนอกเมืองในชุมชนบ้านแหลม ที่ตำบลบางแก้ว ) หลวงอภัยพลรักษ์ ได้แต่งงานกับ นางนุ่น ซึ่งเป็นผู้แสดงละครด้วยกัน และมีบุตรธิดา คือ  
     
 

      •  นางสาวพรหม จันทร์สุข •  นายบุญยัง หรือ ขุนพิทักษ์ทัศนา •  นายแก้ว จันทร์สุข •  หม่อมเมือง เป็นภรรยาคนหนึ่งของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค)
     •  นายเพ็ง จันทร์สุข •  นายอิน จันทร์สุข •  นายจัน จันทร์สุข •  นางสาวอบ จันทร์สุข •  นายเพชร จันทร์สุข

 
  บุตรธิดาของหลวงอภัยรวมทั้งลูกเขยและลูกสะใภ้ได้แสดงละครทุกคนนับว่าเป็นเชื้อสายละครโดยแท้ เมื่อหลวงอภัยสิ้นชีวิตลง นายบุญยัง จันทร์สุข ได้สืบทอดและดำเนินการต่อมา  
     
         ในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระทัยและเสด็จแปรพระราชฐานที่เมืองเพชรบุรี เช่นเดียวกับพระบรมชนกนาถ โดยมีเจ้าคุณจอมมารดาเอมผู้ฝึกละครในวังหน้าตามแบบละครหลวง ได้มาถ่ายทอดท่ารำ และการเล่นผสมผสานกันระหว่างละครเจ้าคุณจอมมารดาเอม กับละครของเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ (เทศ บุนนาค) เจ้าเมืองเพชรบุรี ซึ่งเป็นละครที่ใช้แสดงต้อนรับแขกเมือง ตัวละครล้วนเป็นสาวสาว เช่น หม่อมของท่านทั้งสิ้น โดยเฉพาะหม่อมเมือง ผู้มีเชื้อสายละครชาตรีเมืองเพชร เป็นบุตรีของหลวงอภัยพลรักษ์ และได้รับการฝึกหัดละครแบบละครหลวง จึงมีบทบาทสำคัญต่อวงการละครชาตรีเมืองเพชรคนหนึ่ง เมื่อเจ้าพระยาสุรพันธ์พิสุทธิ์ถึงแก่อนิจกรรม หม่อมเมืองก็ได้ถ่ายทอดละครในของเจ้าพระยา สุรพันธ์พิสุทธิ์และละครชาตรีให้กับลูกหลาน และชาวเมืองเพชร การแสดงละครชาตรีในสมัยรัชกาลที่ ๕ ละครชาตรีจะแสดงในโอกาสต่าง ๆ ได้แก่ งานวัด หน้าบ่อน งานมหรสพหลวง จึงอาจกล่าวได้ว่า ละครชาตรีเป็นมหรสพประจำเมือง ชาวเพชรบุรีนิยมดูละครและแสดงละครกันทั้งเมือง มีทั้งละครอาชีพ ละครปิดวิก และแสดงหารายได้เพื่อการกุศล เรื่องที่นิยมแสดงได้แก่ เรื่อง ไชยเชษฐ์ หลวิชัยคาวี พระอภัยมณี สังข์ทอง และขุนช้างขุนแผน เป็นต้น  
     
        ในสมัยรัชกาลที่ ๖ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว คณะละครของนายบุญยัง จันทร์สุข ได้มีโอกาสแสดงถวาย เป็นที่พอพระราชหฤทัยทรงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็น “ ขุนพิทักษ์ทัศนา ” เมื่อขุนพิทักษ์ทัศนา สิ้นชีวิต ประมาณ พ.ศ. ๒๔๖๖ นาย แก้ว น้องชาย และหม่อมเมืองได้ร่วมกันดำเนินการ และถ่ายทอดงานละครจนกระทั่งถึงปลายสมัยรัชกาลที่ ๖  
     
  ละครชาตรีในสมัยรัชกาลที่ ๖ ยังคงเป็นคณะละครที่สืบเนื่องมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ ๕ โดยแบ่งเป็นกลุ่ม ดังนี้  
       ๑. กลุ่มละครในเมือง ได้แก่ ละครพ่อบุญยัง ละครหม่อมเมือง ละครยายมอญ ละครหลวงวิจารณ์ ละครยายพร้อม ละครนายผ่าว ละครครูศรีใส นอกจากนี้ก็ยังมีละครลูกศิษย์หม่อมเมือง เช่น ละครยายจิบ ละครยายแจ่ม ละครยายมา ละครยายผิว  
       ๒. กลุ่มละครบางแก้ว ได้แก่ ละครตาถินยายลับ ละครตาบุญยายฉั่ว ละครยายหวลตามา  
  จากชื่อคณะละครแสดงให้เห็นว่า ชื่อคณะละคร ยังคงใช้ชื่อหัวหน้าคณะและผู้หญิงเริ่มมีบทบาทเป็นหัวหน้าคณะละครมากขึ้น สำหรับผู้ชายมักหันไปเล่นปี่พาทย์แทน โดยมักจะมีการแบ่งหน้าที่กันอย่างชัดเจน คือ ผู้หญิงฝึกละคร ผู้ชายฝึกปี่พาทย์  
       ในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองครั้งยิ่งใหญ่ของประเทศไทย เหตุการณ์บ้านเมืองไม่สงบ เศรษฐกิจตกต่ำ สิ่งบันเทิงใจต่าง ๆ ซบเซา จนกระทั่งถึงสมัยรัชกาลที่ ๘ สงครามโลกครั้งที่ ๒ เกิดผลกระทบต่ออาชีพละครเป็นอย่างมาก เนื่องจาก จอมพล ป. พิบูลสงครามได้ออกพระราชกฤษฎีกา ให้กรมศิลปากรควบคุมการแสดงละคร กำหนดให้ผู้แสดงละครต้องมีประกาศนียบัตรรับรอง ผู้แสดงบางคนต้องเลิกอาชีพละคร ผู้ที่จะหัดละครใหม่มีน้อยลง ผู้แสดงอาวุโสบางท่านเลิกแสดง หยุดการถ่ายทอด เช่น หม่อมเมืองได้ย้ายไปอยู่กับบุตรชายซึ่งเป็นนายอำเภออยู่ที่อำเภอแหลมงอบ จังหวัดตราด และปล่อยให้หลานๆ ดำเนินการต่อไป  
        หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ ๒ สภาพเศรษฐกิจอยู่ในสภาวะฟื้นตัว วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามาสู่ประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อการแสดงละครชาตรี การทำพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เคยมีละครชาตรีเป็นมหรสพประจำงานเริ่มเปลี่ยนไป เช่น งานบวช ขึ้นบ้านใหม่ หันไปนิยมภาพยนตร์ ดนตรีสากลแบบตะวันตก การแสดงละครชาตรีเมืองเพชรจึงซบเซาลงและ ถูกปรับเปลี่ยนเป็นการแสดงเพื่อแก้สินบนเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ละครชาตรีก็ยังมีความสำคัญกับชาวเมืองเพชร และยังคงเป็นการแสดงที่ได้รับความนิยม และเป็นเอกลักษณ์ของชาวเพชรบุรี ถึงแม้ว่าในปัจจุบันละครชาตรีจะใช้เป็นเพียงการแสดงแก้บนก็ตาม  
  ลักษณะและขั้นตอนการแสดงละครชาตรีเมืองเพชรบุรี  
       ละครชาตรีเมืองเพชร ถือเป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านอย่างหนึ่งของคนเพชรบุรี ที่ไม่มีใครเหมือน และไม่เหมือนใคร ที่คนเพชรบุรีมีความภูมิใจ มีลักษณะและขั้นตอนการแสดง ดังนี้  
         ๑. การโหมโรง คือ การบรรเลงดนตรีเพื่อเรียกร้องให้คนรู้ว่ากำลังมีงานที่ใด ถ้าเล่นเป็นละครชาตรีแก้บนตอนกลางวันก็จะใช้ตีกลองชาตรี ( กลองตุ๊ก ) เป็นเสียงตุ้มๆ ๆ ๆ ต้อมๆ ๆ ๆ จนถึงเวลาแสดงแล้วชะงักกลองเป็นครั้งสุดท้ายอีกทีหนึ่ง  
       ๒. การรำถวายมือ เป็นการรำบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์และครูบาอาจารย์ที่ได้อบรมสั่งสอนมา และเพื่อเป็นสิริมงคลแก่ตนเอง เป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที ละครทุกตัวจะออกมารำถวายมือ ปัจจุบันใช้เพียง ๔ คน ถ้าเป็นละครชาตรีแก้บน ผู้แสดงจะออกมานั่งคุกเข่าแบบละครที่กลางโรง พอเรียบร้อยนักดนตรีจะหยุดและขึ้นเพลงทำนองใดทำนองหนึ่งซึ่งทราบกันโดยอาศัย ความเคยชิน (แต่ในอดีตนิยมใช้เพลงทำนอง “ เชื้อ ” เพียงเพลงเดียวเท่านั้น) ตัวพระที่เป็นต้นเสียงจะร้องเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่เจ้าภาพแจ้งให้ทราบแล้วตั้งแต่ก่อนลงโรง (โหมโรง)  
  เมื่อร้องมาถึงตอนนี้ผู้แสดงทั้งหมดก็จะเริ่ม “ รำถวายมือ ” คือ การรำท่ารำแม่ท่าของละคร ประกอบด้วยท่ารำในเพลงช้า เพลงเร็ว และเพลงลา โดยผู้รำจะตัดมาเพียงเพลงละไม่กี่ท่าเพื่อไม่ให้ยืดยาว เพราะยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ตามมาอีก เมื่อรำจบกระบวนท่าของรำถวายมือแล้ว ตัวละครจะหายเข้าโรงไป คราวนี้ก็จะมีการร้อง “ กาศครู ” หรือ “ ประกาศโรง ” เป็นการร้องโดยใช้ทำนองเดียวกับที่พวกมโนห์ราร้อง พอร้องจบ ตัว “ นายโรง ” (ตัวพระ) จะออกมารำ “ ซัดชาตรีไหว้ครู ” แต่เดิมจริง ๆ นั้น ใช้ผู้แสดงเกินกว่า ๑ คน แต่ปัจจุบันใช้เพียงคนเดียว และหาดูได้ยาก เมื่อรำซัดชาตรีไหว้ครูจบแล้ว ก็เดินเข้าโรงไประหว่างที่รำอยู่นั้น จะมีพิธีการประกอบอยู่ด้วย ซึ่งเรียกกันง่าย ๆ ว่า “ ทับที่ ” จากนั้นก็มีการบริกรรมคาถาป้องกันการกระทำย่ำยีจากผู้ไม่ปรารถนาดี มีการขอที่ธรณีสงฆ์ (หากแสดงในบริเวณวัด) และร่ายคาถากำหนดสี่มุมโรง เพื่อป้องกันคุณไสยที่ถูกปล่อยมาทำร้ายคนในคณะ จากนั้นจึงเริ่มจับเรื่อง (เริ่มแสดง)  
 
 
 
การรำถวายมือ ของคณะเบญจาศิษย์ฉลองศรี
 
       ๓. การแสดง เมื่อรำซัดเสร็จ ผู้รำก็จะมานั่งที่เตียงและเริ่มดำเนินเรื่อง การแสดงจะดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ จนถึงเวลา ๑๒ . ๐๐ น . และจะหยุดพักให้ตัวละครรับประทานอาหารกลางวันก่อน พอเวลา ๑๓ . ๐๐ น . ก็จะเริ่มการแสดงต่อจนถึงเวลาเย็น ๑๖ . ๐๐ น . จึงจะเลิกการแสดงแม้เรื่องจะยังไม่จบ ถ้าแสดงตอนกลางคืนจะเริ่มเวลา ๒๐ . ๐๐ น . หรือ ๒๑ . ๐๐ น . จนถึงเวลา ๒๔ . ๐๐ น .  
        การแสดงละครชาตรีเมืองเพชร ขณะที่ผู้แสดงนั่งที่เตียง เจ้าของคณะจะเป็นผู้บอกบทนำโดยไม่ต้องดูบท ผู้แสดงจะร้องเอง ๑ วรรค และมีลูกคู่รับ เช่นนี้ตลอดไป เมื่อผู้แสดงร้องและรำไปจบตอนหนึ่งแล้วจะมีการหยุดให้เจรจาเพื่อแนะนำตัวเองและเล่าเหตุการณ์ตามบทบาทของตนเอง เมื่อแสดงจนจบบทของตนแล้วก็นั่งลงข้างเตียงแล้วตัวอื่นก็ลุกขึ้นแสดงต่อไป ผู้ที่พัก การแสดงจะทำหน้าที่ลูกคู่ร้องรับต่อไป ผู้แสดงจะต้องร้องเอง เจรจาเอง และออกมุขตลกเองจะนอกเรื่องบ้างก็ได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับไหวพริบและความสามารถของผู้แสดง  
  ในการแสดง ผู้แสดงและนักดนตรีจะนั่งเป็นวงกลม ตรงกลางว่างไว้สำหรับให้ตัวละครแสดงบทบาทวนเวียนอยู่ในนั้น  
 
 
 
ละครชาตรีคณะพรวันเพ็ญ แสดงเรื่อง พระสังข์ทอง ตอนตีคลี
 
     
 
 
 
ละครชาตรีคณะเบญจาศิษย์ฉลองศรี แสดงเรื่อง พระอภัยมณี ตอนหนีนางผีเสื้อสมุทร
 
     
       ๔. ฉาก ส่วนใหญ่การแสดงละครชาตรีที่ใช้ในการแก้บนจะไม่มีฉาก แต่ถ้าแสดงในงานวัดหรือที่ไม่ใช่การแก้บน จะใช้ฉากแต่ก็มีไม่มากเพียง ๒ ฉากเท่านั้น คือ ฉากท้องพระโรงและฉากป่า หรือให้เหมาะกับเนื้อเรื่อง  
         สมัยก่อนไม่มีฉาก แสดงตามที่โล่ง ๆ มีเพียงเตียงนั่งตรงกลางบริเวณโรงละคร ( อาจเป็นศาลากลางวัดหลังหนึ่ง ) และมีม้ายาวสูงกว่าเตียงเล็กน้อยสำหรับวางศีรษะพ่อแก่ หรือศีรษะฤาษี , ชฎา , มงกุฏ กระบังหน้า และหัวโขนเบ็ดเตล็ดที่ใช้ในการแสดง  
       ๕. การแต่งกาย ละครชาตรีเมืองเพชรบุรี นิยมเล่นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ เช่น สังข์ทอง , ไชยเชษฐ์ ฯลฯ นานๆ จะได้เห็นบางคณะแสดงเรื่องพระอภัยมณี , ลักษณาวงศ์ , ขุนช้างขุนแผน สักครั้งหนึ่ง ผู้ที่แสดงเป็นตัวพระ เป็นตัวนางจะแต่งเครื่องใหญ่ทั้งหมด ตัวฤาษี , ตัวยักษ์ ก็จะสวมหัวฤาษีหรือหัวยักษ์ ตัวเสนาจะนุ่งผ้าโจงกระเบน ไม่ใส่เครื่องประดับตกแต่ง สำหรับตัวละครที่เป็นสัตว์ก็จะสวมหัวสัตว์นั้น ๆ ปัจจุบันการแต่งกายมักนิยมเอาเครื่องแต่งกายของลิเกมาผสม ถ้าแสดงแบบละครไทย เช่น นางตลกจะแต่งกายแบบง่ายๆ คือ เอาผ้าถุงมาทำเป็นกระโปรงบานรูด บางทีก็แต่งกายชุดไทยสไบเฉียงแล้วแต่ความเหมาะสม  
       ๖. เพลงที่ใช้ประกอบการแสดง จะเป็นเพลงที่ร้องง่าย ๆ ไม่คำนึงถึงอารมณ์ของเพลงเท่าใดนัก เพราะตัวละครจะต้องร้องเอง ดังนั้นจึงเลือกเพลงที่หัดง่าย เช่น เพลงร่าย , ช้าปี่ , นาง นาค ขึ้นพลับพลา , โทน , ช้างประสานงา , เชิด , เสนอ , ลา , โลม , โอด เป็นต้น  
       ๗. ดนตรีที่ใช้ประกอบการแสดง ถ้าเป็นละครเล่นแก้บนตามลานวัด ไม่มีโรง เครื่องดนตรีจะมีน้อยชิ้น เช่น โทน , กลองทัด , กลองชาตรี ( กลองตุ๊ก ) , โหม่ง , กรับ , ฉิ่ง บางครั้งอาจมีระนาดเอกเพิ่มด้วย และบางครั้งก็มีเครื่องดนตรีเพียง ๒ ชิ้น คือ กลองตุ๊ก และกรับเท่านั้น แล้วแต่ว่าเราจะเป็นโรงเล็กหรือโรงใหญ่ ถ้าเป็นละครที่ไปเล่นตามงานเครื่องดนตรีจะเพิ่มขึ้น ดังนี้ ระนาดเอก , ระนาคทุ้ม , ฆ้องวง , ตะโพน , กลองแขก , ฉาบ และปี่  
       ๘. บทละครที่ใช้แสดง บทละครชาตรีเมืองเพชรบุรี ส่วนใหญ่เป็นบทละครที่พิมพ์เป็นเล่มเล็กๆ มีหลายเล่มต่อ ๑ เรื่อง ที่นิยมบทละครของสำนักวัดเกาะ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจักรๆ วงศ์ๆ บางคณะก็เอาบทพระราชนิพนธ์ละครนอก ๖ เรื่องของรัชกาลที่ ๒ มาแสดง  
 
 
 
ภาพการแสดงของคณะสี่พี่น้อง เรื่อง กายเพชรกายสุวรรณ
 
       ๙. โอกาสที่ใช้ในการแสดง ละครชาตรีเมืองเพชรปัจจุบันส่วนใหญ่จะแสดงในงานแก้สินบน นอกจากนั้นก็มีแสดงในงานประจำปีของจังหวัด งานวัด งานบวช งานโกนจุก และงานมงคลต่าง ๆ  
     
  ปัจจุบันจังหวัดเพชรบุรีมีคณะละครชาตรีที่แสดงอยู่ เท่าที่สำรวจพบมี ดังนี้  
 

๑.

คณะปทุมศิลป์

๒.

คณะประทินทิพย์

๓.

คณะยอดเยาวมาลย์

๔.

คณะพรหมสุวรรณ

๕.

คณะเบญจาศิษย์ฉลองศรี

๖.

คณะสี่พี่น้อง

๗.

คณะชูศรีนาฏศิลป์

๘.

คณะพรวันเพ็ญ

๙.

คณะขวัญเมืองประดิษฐ์ศิลป์

๑๐.

คณะเพชรสุมาพร

๑๑.

คณะยอดรักสุนันทา

๑๒.

คณะ พ.เทพประสิทธิ์

๑๓.

คณะบัลลังก์แก้วนาฏศิลป์

๑๔.

คณะแน่งน้อยศิษย์ฉลองศรี

๑๕.

คณะประชุม พรนิมิตร

๑๖.

คณะอนงค์นาฏศิลป์

๑๗.

คณะถนอม สะอาดศิลป์

๑๘.

คณะมณีเทพ

๑๙.

คณะบุญยิ่งศิษย์ฉลองศรี

๒๐.

คณะนาตยานิยมศิลป์

๒๑.

คณะรุ่งสุริยา

 

 

 
     
 
 
 
ภาพการแสดง ของคณะบัลลังก์แก้วนาฏศิลป์ เรื่องวงศ์สวรรค์ จันทราวาส
 
     

 

ข้อมูล       โดย ชูศรี เย็นจิตร นักวิชาการวัฒนธรรม ๗ ว
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี