<%@LANGUAGE="JAVASCRIPT" CODEPAGE="1252"%> งานแทงหยวก
 

ศิลปะการแทงหยวก

 
 
 
 
     
 

      เพชรบุรี เป็นนครแห่งวัฒนธรรม มีมรดกทางวัฒนธรรมที่สมบูรณ์ โดยปรากฎหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้ชื่อได้ว่า บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำเพชรบุรี
มีผู้คนอาศัยอยู่ตั้งแต่ก่อนสมัยประวัติศาสตร์ ประมาณ ๒,๐๐๐ – ๔,๐๐๐ปีมาแล้ว ด้วยระยะเวลาอันยาวนานจึงทำให้เพชรบุรี มีแหล่งวัฒนธรรมหลายยุคหลายสมัย
ได้แก่ สมัยทวาราวดี สมัยเขมรโบราณ เรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ มีหลักฐานทางศิลปกรรมหลายสมัยที่แสดงให้เห็น
ถึงความเจริญรุ่งเรือง และความสำคัญของเมืองเพชรบุรีในแต่ละยุคสมัย โดยเฉพาะในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อครั้งเสียกรุงครั้งที่ ๒ พม่าได้กวาดต้อนช่างที่ฝีมือดี
ีที่มีความสามารถทางศิลปะสาขาต่าง ๆของกรุงศรีอยุธยาไปเป็นจำนวนมาก ในขณะที่เพชรบุรียังมีช่างศิลปกรรมที่สามารถสร้างสรรค์งานศิลป์อยู่เป็นจำนวนมาก จนมีผู้กล่าวกันว่าเพชรบุรีเป็นอยุธยาที่มีชีวิต เนื่องจากในสมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏผลงานทางศิลปกรรมของเมืองเพชรบุรีที่มีลักษณะเด่นเป็นรูปแบบเฉพาะ เรียกว่า
“ สกุลช่างเมืองเพชร ”

      เพชรบุรีเป็นเมืองที่มีช่างฝีมือแขนงต่างๆมากมาย ดังจะเห็นได้จากมรดกทางการช่างที่ปรากฏเป็นหลักฐานมาตั้งแต่โบราณ แสดงถึงความสามารถในเชิงช่าง ของชาวเพชรบุรีที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่สืบทอดกันมานับร้อยนับพันปี ช่างไทยในสมัยโบราณมักจะมีความสามารถเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่งและสามารถสร้างสรรค์งานให้เป็นที่ยอมรับได้ด้วยความสามารถของตนเอง
มากกว่าการทำตามคำสั่งหรือความประสงค์ของผู้อื่น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ช่างไทยในสมัยโบราณสามารถสร้างสรรค์ผลงานได้อย่างอิสระ
สะท้อนแนวความคิด ถ่ายทอดเรื่องราวในยุคสมัยนั้น ๆได้อย่างชัดเจน และมีคุณค่าอย่างยิ่ง   หากจะจำแนกช่างไทยในสมัยโบราณนั้น อาจจำแนกออกได้ ๒ ประเภท ประเภทหนึ่งเป็นช่างฝีมือที่อยู่ในวัง เรียกว่า ช่างหลวง ซึ่งมักเป็นช่างฝีมือดี
เนื่องจากได้รับการคัดเลือกมาแล้ว อีกประเภทหนึ่งเป็นช่างพื้นเมือง หรือช่างพื้นบ้าน ช่างประเภทนี้มักจะทำงานอยู่ในถิ่นของตนเอง ซึ่งในจำนวนช่างพื้นบ้านของเพชรบุรีเป็นจำนวนมากที่เป็นพระภิกษุ เนื่องจากงานศิลปกรรมส่วนใหญ่มักอยู่ในวัดหรืออาจกล่าวได้ว่า
วัดเป็นแหล่งกำเนิดงานศิลปกรรมสาขาต่าง ๆ โดยแท้ ช่างพื้นบ้านเมืองเพชร จะได้รับการเรียนรู้หรือถ่ายทอดวิชาความรู้เฉพาะในหมู่ของตน หรือในสกุลช่างของตนเท่านั้น จึงทำให้ผลงานของช่างเมืองเพชร มีรูปแบบ และลักษณะเฉพาะเป็นของตนเอง อาทิ สกุลช่างวัดเกาะ สกุลช่างวัดพระทรง สกุลช่างวัดใหญ่สุวรรณาราม สกุลช่างวัดยาง เป็นต้น ทั้งช่างหลวง และช่างพื้นบ้าน จะมีลักษณะการเรียนรู้ในวงแคบ ๆ แบบพ่อสอนลูก      ผู้ที่สนใจจะเป็นช่าง จะต้องเริ่มฝึกฝนตั้งแต่เป็นลูกมือช่าง เพื่อให้เกิดการเรียนรู้เอง จนกระทั่งเกิดทักษะและความชำนาญ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้งานสกุลช่างเมืองเพชรอยู่ในวงจำกัด

          ลักษณะของช่างเมืองเพชรส่วนใหญ่ มักจะมีความสามารถในการสร้างสรรค์งานศิลป์ได้หลายสาขาในงานชิ้นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นช่างเขียน ช่างไม้ ช่างปั้น ช่างแกะสลัก ช่างออกแบบตกแต่งศาสนสถาน แต่ก็จะแสดงลักษณะเด่นของช่างแต่ละคนตามความถนัดปรากฎให้เห็นในผลงานได้อย่างชัดเจน เช่น ช่างแทงหยวก ซึ่งจัดอยู่ในประเภทช่างแกะสลัก ก็จะมีความสามารถในการวาดรูป(จิตรกรรม) ด้วย ช่างฝีมือพื้นบ้านสาขาช่างแกะสลัก ที่ยังคงสืบทอดกันมาในวัฒนธรรมของเมืองเพชรบุรีซึ่งกำลังใกล้จะสูญหายได้แก่ ช่างแทงหยวก ซึ่งเป็นงานฝีมือชั้นสูง ที่ยังคงสืบทอดกันอยู่ในตระกูลสุสุทธิ โดยมีช่างชั้นครูอย่างช่างประสม สุสุทธิ เป็นผู้ที่ยังคงอนุรักษ์และสืบทอดศิลปะการแทงหยวกให้แก่กลุ่มช่างของตน แต่เนื่องจากความเปลี่ยนแปลงและยุคสมัยที่เปลี่ยนไป ศิลปะการแทงหยวกจึงไม่ได้รับความนิยมเหมือนเช่นในอดีต และกำลังจะสูญหายไป สาเหตุหนึ่งเป็น เพราะการแทงหยวกจะเกิดขึ้นคู่กับการตั้งเมรุลอย แต่การสร้างเมรุลอยทุกครั้งอาจไม่มีการประดับด้วยการแทงหยวก ที่กล่าวเช่นนี้ เนื่องจากการสร้างเมรุลอยเผาศพมีค่าใช้จ่ายสูง นานครั้งจะมีการเผาศพโดยการตั้งเมรุลอย ประชาชนส่วนใหญ่มักเผาศพในฌาปนสถานของวัดที่มีอยู่แล้ว การสร้างเมรุต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นเรือนแสน ชาวบ้านธรรมดาจึงไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอ จึงไม่เป็นที่นิยม จะมีบ้างในหมู่คหบดีที่ค่อนข้างมีฐานะเท่านั้น ด้วยเหตุนี้การแทงหยวก จึงเป็นศิลปกรรมที่สมควรได้รับการบันทึกไว้เพื่อแสดงเรื่องราว ความเป็นมา และความสำคัญของศิลปะการแทงหยวกในวัฒนธรรมของเมืองเพชรไว้เป็นมรดกของแผ่นดินสืบไป

 
 

 
  การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะการแทงหยวก  
 

 
 
 
 
เตรียมหยวกกล้วยตานี
 
     
 

     ๑. หยวกกล้วย หยวกหมายถึง ส่วนที่เป็นลำต้นของกล้วย ในการเตรียมหยวกไม่ควรตัด ไว้ล่วงหน้าหลายวัน ควรใช้หยวกที่ตัดใหม่ ๆ เท่านั้น ช่างแทงหยวกมักนิยมใช้หยวกของกล้วยตานี เท่านั้น เนื่องจากหยวกของกล้วยตานีมีคุณสมบัติพิเศษ ดังนี้
          ๑.๑ เป็นต้นกล้วยที่สมบูรณ์ด้วยใบ ไม่สมบูรณ์ในการออกผล ( ใช้ประโยชน์จากผล)
          ๑.๒ ไม่มีสายใยเวลาตัด แทง ฟัน
          ๑.๓  ไม่เปราะ เหี่ยวง่าย ต้องเป็นต้นกล้วยที่ยังไม่ตกเครือ หากใช้หยวกที่ตกเครือ แล้วหยวกจะเปราะและแตกง่าย
          ๑.๔ มีความอิ่มตัวในลำต้นสม่ำเสมอเพราะมีรังผึ้งละเอียด อมน้ำได้มาก
          ๑.๕ เมื่อลอกกาบออกจากลำต้นแล้ว สามารถอยู่ได้ ๒๔ ชั่วโมง หลังจากแทง ลวดลายประกอบเป็นแผงแล้ว จะค่อย ๆ เหี่ยวทีละน้อยในชั่วโมงต่อไป ไม่เหมือนกล้วยชนิดอื่น ซึ่งเมื่อลอกกาบออกมาจากลำต้น จะเหี่ยวเฉาภายในเวลาไม่ถึง ๑๐ ชั่วโมง จึงไม่สามารถจะนำมาใช้แทงลวดลายได้ เหมือนกล้วยตานี

 
 

     ๒. ผักผลไม้ ใช้สำหรับแกะสลักเครื่องสด เพื่อประดับตกแต่งเชิงตะกอนในการแทงหยวกได้แก่ ฟักทอง ฝรั่ง มะละกอ มันแกว มันเทศ เป็นต้น
    ๓. สีย้อม นิยมใช้สีเยอรมันสำหรับย้อมผ้า มักใช้ สีแดง สีเหลือง สีน้ำเงิน และสีเขียว
    ๔. แปรงหรือกาบกล้วยทุบปลายให้เป็นฝอย ใช้สำหรับย้อมสีหยวก หากใช้หยวกเป็นจำนวนมากก็อาจใช้วิธีพ่นสี หรือนำหยวกแช่ในน้ำสีก็ได้เช่นกัน
    ๕. กระดาษสี/กระดาษอังกฤษ ด้านหนึ่งเป็นสีสดสวยงาม ส่วนอีกด้านจะคล้ายตะกั่ว มีลักษณะพิเศษเนื่องจากเปียกน้ำแล้วไม่เปื่อยยุ้ย หรือยับย่น

 
 

    ๖. มีด ประกอบด้วยมีดแทงหยวก มีดแรลาย  และมีดแกะเครื่องสด
               มีดแทงหยวกมีลักษณะปลายแหลม เรียวเล็ก มีคมทั้งสองด้าน  ทำด้วยลานนาฬิกา หรือใบเลื่อยโลหะ  มีขนาดกว้างประมาณ   ๕ มิลลิเมตร มีความยาวประมาณ  ๑๐ – ๑๕ เซนติเมตรขนาดมีดของช่างแต่ละคนแตกต่างกันไปตามความถนัด  เนื่องจากช่างแทงหยวกส่วนใหญ่มักจะมีมีดประจำตัวไม่ค่อยใช้ปะปนกัน
       มีดแรลาย  เป็นมีดขนาดสั้นกว่ามีดแทงหยวก  ปลายแหลม มีคมทั้งสองด้าน ความยาวของใบมีดประมาณ ๓ – ๔ เซนติเมตร

 
            ๗. สิ่วรูปตัววี  ทำด้วยโลหะ ใช้สำหรับเซาะร่องผักผลไม้ที่แกะสลัก เพื่อให้เห็นลวดลายชัดเจน  
      ๘. ตอก  ทำมาจากไม้ไผ่ มีความกว้างประมาณ ๑ – ๑.๕ เซนติเมตร มีความยาวประมาณ ๖๐ เซนติเมตร ด้านปลายทั้งสองข้างเรียวแหลม และมีความคมเพื่อจะได้เจาะเนื้อหยวกได้ง่ายใช้สำหรับรัดตรึงหยวกแต่ละชิ้นที่สลักลวดลายเสร็จแล้วประกอบเข้าด้วยกันได้แก่ ส่วนฐาน ส่วนเสา และส่วนบน  เรียกว่า”เข้าตับ”  
     
  วิธีการแทงหยวก/การฉลุล  
        หยวกเป็นวัสดุที่อ่อน  ชำรุดเสียหายง่าย การแทงหยวกจึงเป็นงานที่ต้องอาศัยความชำนาญ  มีดที่ใช้เป็นเครื่องมือในการแทงหยวก เป็นเครื่องมือที่มีความคม ดังนั้นหากผู้แทงไม่มีความชำนาญจะทำให้ลวดลายขาดออกจากกันสิ่งที่ควรคำนึงถึงในการแทงหยวก คือ วิธีการจับมีดจะต้องให้ตั้งฉากกับหน้าตัดของหยวก จะทำให้รอยตัดตั้งฉากสวยงาม๑. การแทงลายฟันหนึ่ง  ลายฟันหนึ่งเป็นลายฉลุขั้นต้นที่จะนำไปสู่การสลักขั้นต่อไปที่ยากกว่า  ผู้แทงลายจะต้องกำด้ามมีดไว้ในอุ้งมือ ปักคมมีดให้ตั้งฉากกับหยวกเริ่มจากกการแทงที่ยอดลายแล้วบิดมีดแทงกลับขึ้นลงสลับกัน ไปตลอดชิ้นหยวก๒. การแทงลายฟันสามและฟันห้า  มีวิธีการฉลุเช่นเดียวกับลายฟันหนึ่ง  แตกต่างกันที่ลายฟันสามกับลายฟันห้าเป็นลายขนาดใหญ่  เวลาฉลุจึงต้องคอยระมัดระวังเพื่อให้ลายทั้งสองซีกเท่ากัน รอยบากหรือรอยหยักเท่ากันเมื่อแยกลาย๓. การแทงลายหน้ากระดานและลายเสา  จัดว่าเป็นลายที่ยากที่สุด และเป็นลายที่ช่างมักจะแสดงฝีมือกันอย่างเต็มที่  และมักไม่มีการเขียนลายลงบนหยวก  ช่างแทงหยวกจะแทงลายลงบนหยวกโดยไม่ต้องร่างแบบ จะต้องมีความชำนาญ และมีความจำอย่างแม่นยำในการแทงลาย อนึ่ง  ในการแทงลายหน้ากระดานและลายเสาไม่ต้องคำนึงถึงความเท่ากันของหยวกทั้งสองชั้น  แต่ต้องใช้ความระมัดระวังในการแทงเป็นพิเศษ  มิฉะนั้นลายอาจขาดได้ง่าย๔. การแรลาย คือการสอดไส้หรือตัดเส้นตัวลายเพื่อให้ตัวลายมีความชัดเจนยิ่งขึ้น เหตุที่ต้องมีการแรลาย  เนื่องจากในการแทงหยวกนั้นทำได้แต่โครงร่างหยาบ ๆ ของตัวลายเท่านั้น ไม่สามารถแทงรายละเอียดของตัวลายได้  เพราะจะทำให้ตัวลายขาดจากกัน ดังนั้นการแสดงรายละเอียดของตัวลายจึงต้องกระทำโดยการแรลาย   วิธีการแรลาย  ใช้ปลายมีดกรีดลงบนผิวของหยวกเพียงเบา ๆ  พอให้เป็นรอย  ในขณะที่กรีดจะใช้นิ้วชี้ประกองใบมีดให้เลื่อนไปในทิศทางที่ต้องการ แล้วใช้สีทาให้ซึมเข้ารอยที่แรลายไว้  จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ด  จะเห็นลายสีอย่างชัดเจน                                   
     
  แบบของลายแทงหยวก  
    ลายแทงหยวกนิยมใช้ลายไทยโบราณเป็นลายมาตรฐาน  ซึ่งปัจจุบันก็ยังลายไทยแบบดั้งเดิมอยู่ อาจจะมีการประยุกต์ลายขึ้นใหม่บ้าง  แต่ก็ยังใช้ลายไทยเป็นพื้นฐาน หรือเป็นหลักในการแทงหยวกเสมอ  ดังนี้  
 

     ๑.ลายฟันหนึ่ง
      หมายถึงลายที่มีหนึ่งยอดเป็นลวดลายเบื้องต้นสำหรับผู้ที่เริ่มฝึกหัดแทงหยวกจะต้องฝึกฝนให้เกิดทักษะความชำนาญ ขนาดของฟันจะต้องเท่ากันทุกซี่ แทงเป็นเส้นตรงไม่คดโค้ง และต้องฉลุให้เท่ากันทั้งสองด้าน
                 ลายฟันหนึ่งเป็นลวดลายที่ช่างแทงหยวกใช้กันทุกท้องถิ่นมีทั้งฟันขนาดเล็ก  และฟันขนาดใหญ่ ลายฟันหนึ่งขนาดเล็กเรียกว่า ลายฟันปลา ลายฟันหนึ่ง  เมื่อแทงและแยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองข้าง

 
 
 
     
 
๒. ลายฟันสาม  หมายถึงลายที่มีสามยอดเป็นลวดลายอีกแบบหนึ่งที่ช่างแทงหยวกนิยมใช้กันทุกท้องถิ่น  ขนาดของลายฟันสามโดยทั่วไป มีขนาดความกว้างประมาณ  ๘ เซนติเมตร  สูงประมาณ เซนติเมตลายฟันสาม  เมื่อแทงและแยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองข้างเช่นเดียวกับลายฟันหนึ่ง
 
 
 
     
  ๓.  ลายฟันห้า  หมายถึงลายที่มีห้ายอด  มีขนาดใหญ่กว่าฟันสามเล็กน้อย มีขนาดความกว้างประมาณ    เซนติเมตร  สูงประมาณ    เซนติเมตร  การแทงลายฟันห้ายากกว่าลายฟันสาม เนื่องจากต้องแทงถึงห้าหยักหรือห้ายอด  หากไม่มีความชำนาญด้านซ้ายและด้านขวาจะมีขนาดไม่เท่ากัน  และโดยเหตุที่ขนาดฟันห้าเป็นลายขนาดใหญ่ การแรลายจึงต้องสอดไส้เพื่อให้ได้ลวดลายที่สวยงามเด่นชัดยิ่งขึ้น
ลายฟันห้า  เมื่อแทงและแยกลายออกจากกันแล้วสามารถนำไปใช้ได้ทั้งสองข้างเช่นเดียวกับลายฟันหนึ่งและลายฟันสาม
 
     
  ๔.ลายน่องสิงห์หรือแข็งสิงห์ เป็นลายที่ประกอบส่วนที่เป็นเสาและนิยมใช้กันในทุกท้องถิ่นไม่แตกต่างกันลายน่องสิงห์เป็นลายที่แทงยาก  กล่าวคือในการฉลุลายน่องสิงห์เป็นการฉลุเพียงครั้งเดียวแต่เมื่อแยกออกจากกันจะได้ลายทั้งสองด้านและทั้งสองด้านจะต้องเท่ากันเช่นเดียวกับลายฟันหนึ่ง ฟันสาม และฟันห้า  แต่ลายน่องสิงห์ เป็นลายตั้งประกอบเสาด้านซ้ายและด้านขวา  
 
 
     
  ๕. ลายหน้ากระดาน  ใช้เป็นส่วนประกอบของแผงส่วนบน ส่วนกลางและส่วนฐาน ชื่อของลายหน้ากระดายที่ใช้กันอยู่ทั่วไป  ได้แก่ ลายรักร้อย ลายก้ามปู ลายเครือเถา ลายดอก เป็นต้น  
 
 
     
  ๖. ลายเสา  เป็นลายที่มีความสำคัญเนื่องจากการแทงกระทำได้ยากเช่นเดียวกับลายหน้ากระดานส่วนฐาน ออกแบบลวดลายแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล  ช่างแทงหยวกมักจะออกแบบลวดลายมีความวิจิตรพิสดาร เพราะลายเสา เป็นลายที่จะแสดงฝีมือของช่างแต่ละคนเป็นพิเศษ ทั้งนี้เพื่อเป็นการประกวดประชันฝีมือกันอีกนัยหนึ่ง ลายที่มักใช้ในการแทงลายเสา  ได้แก่  ลายเครือเถา เช่น  มะลิเลื้อย ลายกนก  ลายรูปสัตว์ต่าง ๆ  เช่นปลา นก ผีเสื้อ มังกร สัจว์หิมพานต์   ลายดอกไม้ ลายตลก  ลายอักษร ลายสัตว์ ๑๒ ราศ  
 
 
     
  ๗. ลายกระจังหรือลายบัวคว่ำ   เป็นลายที่ใช้ประกอบกับลายฟันสาม และลายฟันหนึ่ง  นิยมใช้เป็นส่วนยอดและส่วนกลางเท่านั้น  ไม่นิยมใช้เป็นส่วนฐาน มีหลายแบบ ได้แก่ กระจังรวน  
 
 
     
     
 
ลิขสิทธิ์ โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี
 
 
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี ๐ ๓๒๔๒ ๔๓๒๔
 
 
 
ข้อมูลโดย นางสุรางค์ศรี พวงมะลิ และนักวิชาการวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี