งานปูนปั้น

 
 
 
     
  ความเป็นมา  
             เพชรบุรีเป็นเมืองที่เคยมีความเจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่สมัยโบราณ ที่มีแหล่งโบราณสถาน โบราณวัตถุมากมาย  และยังปรากฏให้เห็นศึกษาร่องรอย  รูปแบบของศิลปกรรมที่เหล่าช่างผู้มีฝีมือได้สรรค์สร้างไว้หลายยุคหลายสมัย   และที่ปรากฏชัดเจนกล่าวถึงกันอยู่เสมอก็คือ ศิลปกรรมสมัยอยุธยา ซึ่งมีทั้งจิตรกรรมฝาผนังลายจำหลักไม้ และศิลปะปูนปั้น        ในสมัยอยุธยาตอนปลายและสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ลายปูนปั้นหน้าโบสถ์มีลักษณะเป็นสองชั้น ลายประกอบตกแต่งเป็นพื้นหลังช่วยทำให้หลังประธาน  ซึ่งมักเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑหรือบางแห่งมีเป็นรูปเทวดานั่งแท่น รูปการสับประยุทธ์ในเรื่องรามเกียรติ์ นั้นเด่นขึ้นมากลายที่พื้นหลังดังกล่าวมักเป็นลายก้านขดที่วนเป็นรูปเทพพนมหัวราชสีห์ หรือหัวคชสีห์ หรือลายช่อหางโตส่วนรูปประธานที่มีลายประกอบด้านหลังนั้น ช่างปูนปั้นเมืองเพชร เรียกว่า “ตัวทับลาย” การออกแบบ “ตัวทับลาย” เป็นเรื่องที่ช่างปูนปั้นจะประกวดประชันกันมาก เพราะเป็นการแสดงทั้งฝีมือ เทคนิค วิธีการและแนวความคิดเท่าที่ปรากฏ รูปประธานของหน้าบันมีทั้งรูปเทวดาและเทพ   รูปพุทธประวัติตอนต่าง ๆ ส่วนที่ซุ้มประตู ซุ้มหน้าต่างโบสถ์ มักจะใช้รูปการสับประยุทธ์ในเรื่องรามเกียรติ์เป็นตัวทับลาย       เทคนิคการตกแต่งลายปูนปั้น  ส่วนใหญ่สืบทอดมาจากสมัยอยุธยาตอนปลายโดยเฉพาะการตกแต่งหน้าโบสถ์  กล่าวคือ  การจัดให้ส่วนประธานอยู่ในแนวแกนกลางรูป  ซึ่งจะเด่นล้ำออกมาจากตัวลายกนกส่วนลวดลายที่ใช้ในงานปูนปั้น  นิยมใช้ลายก้านขดศิลปะสมัยอยุธยา  หรือรัตนโกสินทร์ตอนต้น  เพราะสามารถออกตัวลายได้มากช่างปูนปั้นได้นำรูปแบบของการแกะสลักไม้มาประยุกต์ เป็นงานปูนปั้น โดยการปั้นลายยื่นออกมาจากผนังหน้าบัน และบางตอนก็มีการปั้นลายสอดสลับพันเกี่ยวกัน โดยใช้โครงลวดช่วยในการยึดเหนี่ยวส่วนรูปแบบในการปั้นลายนั้น ช่างปูนปั้นแต่ละคนมีสูตรเฉพาะตัวในการตำปูน    เพชรบุรีเป็นเมืองที่มีวัดวาอารามมากมาย   วัดแต่ละแห่งแต่ละวัดมีโบราณสถาน และโบราณวัตถุที่มีชื่อเสียงเลื่องลือมาตั้งแต่สมัยอยุธยาโดยเฉพาะปูนปั้นหน้าบันโบสถ์ วิหาร ศาลา-การเปรียญ  เจดีย์ และฐานพระพุทธรูป ได้สรรสร้างไว้อย่างประณีต มีให้ชมหลายรูปแบบ ทั้งนี้ ด้วยความศรัทธาในพระพุทธศาสนาอันเป็นเหตุให้ทางวัดจัดหาช่างที่ดีมีฝีมือมาปรับปรุงบูรณะได้อย่างน่าชื่นชม   ช่างเพชรบุรีมีโอกาสดีกว่า ช่างแหล่งอื่น ๆ ที่มีรูปแบบการปั้น วิธีการต่อเนื่องมาโดยตลอด สถานที่สำคัญของงานปูนปั้นสมัยรัตนโกสินทร์ในเพชรบุรี คือ วัดมหาธาตุวรวิหาร เป็นแหล่งที่มีงานปูนปั้นอยู่มากมายหลายฝีมือช่าง วัดมหาธาตุเป็นวัดที่อยู่กลางเมืองมองเห็นได้ง่าย  เพราะมีพระปรางค์ ๕ ยอด สูงใหญ่ตั้งตระหง่าน ประดับตกแต่งด้วยประติมากรรมปูนปั้นด้วยฝีมือประณีต บริเวณโดยรอบของพระปรางค์ปิดล้อมด้วยวิหารคด มีมุข มีซุ้มทั้ง ๔ ด้าน แต่ละด้านมีภาพลายปูนปั้นที่งดงาม  มีภาพลายปูนปั้นฝีมือ นายพิณ  อินฟ้าแสง  และนายทองร่วง  เอมโอษฐ ช่างปูนปั้นที่มีชื่อเสียงของเมืองเพชรศิลปะปูนปั้นสมัยอยุธยาในเพชรบุรีที่ยังปรากฏให้เห็นร่องรอยความรุ่งเรืองของเพชรบุรีในอดีต ได้แก่ ศิลปะปูนปั้นหน้าบันพระอุโบสถวัดใหญ่สุวรรณาราม  ปูนปั้นหน้าบันโบสถ์วัดสระบัว,ปูนปั้นหน้าบันโบสถ์วัดเขาบันไดอิฐ,ปูนปั้นหน้าบันโบสถ์วัดไผ่ล้อม,ปูนปั้นหน้าบันโบสถ์วัดเกาะ              อนึ่ง งานปูนปั้นตามรูปแบบของช่างเพชรบุรี ปัจจุบันนิยมทำกันอีกลักษณะหนึ่ง โดยนำวิธีการลงรักปิดทองและกระจกสีแผ่นเล็กๆมากรุประดับ ซึ่งช่างในสาขาประณีตศิลป์เรียกว่า “งานปิดทองร่องกระจก” เมื่อดูแล้วจะแพรวพราวมีลายเด่นเป็นสง่า วิธีการปิดทองร่องกระจกนั้น ช่างจะดำเนินการหลังจากงานปูนปั้นเสร็จสมบูรณ์แล้วอย่างไรก็ตามงานปิดทองร่องกระจกส่วนใหญ่ จะเป็นช่างคนละชุดกับช่างปูนปั้น เพราะเป็นส่วนช่วยเสริมให้งานปูนปั้นเด่นยิ่งขึ้น  ศิลปะปูนปั้นสมัยอยุธยาในเพชรบุรีที่ยังคงสภาพงดงาม เป็นแหล่งเรียนรู้ของช่างเมืองเพชร และผู้สนใจสืบค้นประวัติศาสตร์ศิลปะปูนปั้นเมืองเพชรเป็นอย่างดี     
  วัสดุและเครื่องมือในการสร้างสรรค์ศิลปะปูนปั้นขั้นการเตรียม  
   ๑. นำปูนขาวแช่น้ำสารส้มหมักทิ้งไว้ในถังหมักปูนระยะเวลาประมาณ ๑  เดือน เพื่อลดความเค็มของปูนอีกชั้นหนึ่งก่อน    
 
 
  ี่   ๒ .   การร่อนปูน  นำปูนที่หมักไว้ตามกำหนดเวลา ๑ เดือนจนได้ที่แล้วนำมาร่อนบนตะแกรงไม้ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเศษปูนก้อนใหญ่ หรือสิ่งที่ปนเปื้อนมากับปูนขาวออกจะทำให้ปูนที่ได้มีเนื้อละเอียดมากยิ่งขึ้น แล้วหมักในน้ำจืดอีกประมาณ ๑ สัปดาห์เพื่อลดความเค็มของปู     
 
 
     ๓ การตากปูน      นำปูนที่ได้จากการหมักครั้งที่สองมาตากให้แห้ง  วิธีการตากปูนต้องทำให้เป็นก้อน ๆ พอประมาณไม่ใหญ่จนเกินไป เพื่อที่ปูนจะได้แห้งเร็ว ใช้เวลาประมาณ ๑ สัปดาห์  เมื่อปูนแห้งดีแล้วนำมาเก็บไว้ในถังสำหรับเก็บปูนก้อน  
 
 
    ๔. การบดปูน    นำปูนก้อนมาใส่เครื่องบด โดยมีส่วนผสม   ปูน ๑ กระป๋อง   กาวหนังสัตว์ ๒  แก้ว  กระดาษฟางที่ผ่านการตำมาแล้ว 1 แก้ว ต่อการบด ๑ ครั้ง     โดยใช้เวลาการบดประมาณ ๑๐ นาที  เมื่อบดได้ที่แล้วใช้เหล็กโป๊ว์แซะออกจากเครื่องบดปูน    
 
 
  ๕.    การตำปูน                ปูนตำหรือปูนเพชร  ช่างปูนปั้นเมืองเพชรมีวิธีการผสมปูนที่มีลักษณะพิเศษ โดยมีส่วนผสมสำคัญ จำนวน  ๕ อย่าง  ดังนี้ ๑.      ปูนขาว 2 ส่วน ๒.    ทรายละเอียด 1 ส่วน ๓.    น้ำตาลโตนดหรือน้ำตาลทราย ( เดิมใช้น้ำอ้อย ) ๔.    กาวหนัง ( เดิมใช้เปลือกประดู่เคี่ยวกับหนังวัว ) ๕.    กระดาษฟาง ( เดิมใช้ฟางข้าวที่แห้งแล้ว )             
 
 
     นำปูนที่ผ่านการบดแล้วมาตำเพื่อให้เกิดความเหนียวนุ่ม นำปูนที่ตำได้ที่แล้ว ใส่ถุงพาสติกมัดปากถุงให้แน่น พร้อมที่จะนำไปใช้ในการผลิตผลงานต่อไป ซึ่งขั้นตอนการตำปูนนี้จะใช้เวลาประมาณ ๑ ชั่วโมง หลังจากนั้น ช่างปูนปั้นต้องสังเกตว่า   ปูนที่ตำได้ที่ดีหรือยัง   เมื่อเห็นว่าปูนที่ตำใช้ได้แล้วจึงตักใส่ภาชนะหรือถุงพลาสติกเก็บไว้  แล้วเริ่มตำปูนใหม่อีกจนกว่าจะเพียงพอกับงานที่จะปั้น  ปูนที่ตำเก็บไว้แล้วจะคงสภาพอ่อนอยู่อย่างนั้น   แต่จะต้องไม่ให้ถูกอากาศ  เมื่อช่างจะใช้ก็นำไปใช้ได้ทันที ส่วนใหญ่นิยมใส่ถุงพลาสติกแช่ไว้ในน้ำ เวลาจะใช้ค่อยนำออกไปใช้เพื่อมิให้ปูนแข็งตัว  
 
การเตรียมกาวหนังสัตว์   เตรียมกาวหนังสัตว์โดยมีส่วนผสมกาว ๑๗ แผ่น น้ำตาล ๗ กิโลกรัม นำมาเคี่ยวให้เข้ากัน                                    
 
 
  
การเตรียมกระดาษฟาง
นำกระดาษฟางมาแช่น้ำทิ้งไว้     หลังจากนั้นนำมาตำให้ละเอียด โดยผสมทรายลงไปเล็กน้อย
ขั้นตอนการสรรค์สร้างศิลปะปูนปั้นขั้น
๑.การขึ้นโครงแบบ 
หากเป็นงานลอยตัว ช่างปั้นจะต้องขึ้นโครงแบบก่อนการปั้ ่น    ภาพติดผนัง  ช่างปั้นจะต้องออกแบบเขียนลายลงในกระดาษเพื่อดูรูปแบบเค้าโครง
ชั้นหนึ่งก่อน
   การโกลนปูน
                  การปั้นปูนด้วยปูนตำหรือปูนเพชรนั้น  ช่างจะต้องออกแบบเขียนลายลงในกระดาษเพื่อดูรูปแบบเค้าโครงชั้นหนึ่งก่อน  เมื่อช่างปั้นร่างแบบแล้ว  จะเขียนลายไว้หยาบๆ     หรือบางครั้งจะเขียนลายไปพร้อมกับปั้นปูนไปด้วยเมื่อร่างลายแล้ว  ช่างจะนำปูนซีเมนต์ปั้นพอก ( ถือปูน ) ไปตามรูปแบบที่ร่างไว้  ซึ่งเรียกว่า “ โกลน ”    การโกลนด้วยปูนซีเมนต์เพื่อใช้ซีเมนต์เป็นตัวยึด  จะเกิดความคงทนไม่หลุดง่าย  ช่างจะโกลนไปทีละช่วงของลายจนกระทั่งปูนที่โกลนไว้แข็งตัวจับแน่นดีก็จะนำปูนตำ หรือปูนเพชรขึ้นไปพอกอีกชั้นหนึ่ง   
 
  การปั้น
     หลังจากผ่านขั้นตอนการโกลนปูนเรียบร้อยแล้ว ก็จะเป็นขั้นตอนการปั้น   ช่างปั้นจะปั้นตามแบบที่ลูกค้าสั่ง หรือตามที่รับงานมา   ช่างปั้นปูนจะใช้เกียงปั้นปูนตามรูปแบบลักษณะของลายที่ร่างไว้
การตกแต่งลวดลาย
การตกแต่งลวดลายเป็นขั้นตอนสุดท้าย  เมื่อได้รูปแบบที่ได้สัดส่วนสวยงามแล้ว ช่างปูนปั้นจะตกแต่งด้วยการเขียนลายน้ำทอง ประดับกระจก หรือลงสีตามที่รับงานมา  สำหรับการประดับกระจกมักเป็นงานปูนปั้นโบราณ มีราคาถูก แต่ไม่ค่อยคงทน กระจกมักหลุดร่วงง่าย  การลงสีจะมีความสวยงามอีกแบบหนึ่ง  แต่โดยปกติงานปูนปั้นจะเน้นที่ชิ้นงานต้องแสดงให้เห็นศิลปะการปั้นปูนร้อยเปอร์เซ็นต์ ความงามของปูนปั้นอยู่ที่แสงและเงาของชิ้นงานเวลาที่มอง     เนื่องจากการปั้นจะต้องแสดงมิติ เป็นความงามที่ไม่ต้องอาศัยการตกแต่งด้วยวัสดุอื่น ไม่มีการเขียนลาย  ลงสี    หรือประดับกระจก แต่ช่างปูนปั้นก็เป็นช่างที่มีฝีมือ  และมีความสามารถจะเขียนลายน้ำทองลงบนงานปั้นได้     ลงรักปิดทอง และประดับกระจกได้แล้วแต่ผู้ว่าจ้างจะกำหนด   สำหรับในปัจจุบันนิยมใช้เครื่องเบญจรงค์มาประดับทำให้เกิดความสวยงาม  แต่การประดับด้วยเครื่องเบญจรงค์นี้จะมีราคาค่อนข้างแพง  และการประดับสิ่งต่าง ๆ ลงบนงานปั้นก็จะบดบังศิลปะของปูนปั้นลงไปดังได้กล่าวมาแล้ว  หากเป็นการเขียนด้วยลายน้ำทองหรือลายไทย ช่างปูนปั้นก็มักใช้สีเบญจรงค์ในการเขียนลาย  ได้แก่ เขียว น้ำเงิน น้ำตาล ฟ้า

          

 

 

 

ลิขสิทธิ์ โดย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี
สนใจข้อมูลเพิ่มเติม ติดต่อได้ที่สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี ๐ ๓๒๔๒ ๔๓๒๔
ข้อมูลโดย นางสุรางค์ศรี พวงมะลิ และนักวิชาการวัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรี