ประเพณีวัฒนธรรม

ประเพณีการเกิด
เมื่อเด็กคลอดออกมาถึงพื้นเรียกว่า ตกฝาก จะมีการจดเวลาไว้เพื่อให้โหรทำนาย เมื่อรก ตามออกมาจะใช้ผิวไม้เฮี้ย (ไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง) ตัดสายรก เอารกที่ตัดแล้วใส่เกลือ ขมิ้นผง แล้วห่อด้วยใบตองไปฝังไว้ใต้บันได เอาใบหนาดและหนามพุทราคลุมไว้ หรือเอาใบหนาดห้อยตามชายคาเรือน กันผีร้าย การทำดังกล่าว เพื่อป้องกันผีรบกวนทารก การเอารกฝังไว้ใต้บันได เนื่องจากสมัยเป็นเมืองขึ้นพม่า พม่านั้นเกรงว่าคนมีบุญ จะมาเกิด และกู้อิสระภาพ จึงให้เอารกฝังใต้บันได จะได้เสื่อม มารดาต้องอยู่เดือน (อยู่ไฟ) ถ้าลูกเป็นหญิงอยู่ไฟ ๒๓ วัน ถ้าเป็นผู้ชายจะอยู่ไฟ ๒๘ วัน

ประเพณีการบวช
ทางเหนือเรียก ปอยหลวง เด็กชายที่จะบวชต้องมีอายุตั้งแต่เจ็ดปีขึ้นไป จนถึงยี่สิบปี เรียกว่า บวชพระ เพราะนิยมเรียกสามเณรว่า พระ สามเณรที่อายุน้อยเรียกว่า พระน้อย ผู้ที่จะบวชต้องมีอายุเจ็ดปีขึ้นไปจนถึง ๒๐ ปี เรียกว่า บวชพระ เพราะนิยมเรียกสามเณรว่า พระ เณรที่มีอายุน้อย เรียกว่า พระน้อย ถ้าสามเณร อายุมาก เรียกว่า พระโคร่ง หรือสามเณรโคร่ง หากลาสิกขาออกไปจะถูกเรียกว่า น้อย ส่วนการเป็กข์ นิยมทำกับผู้ที่มีอายุตั้งแต่ยี่สิบปีขึ้นไป เรียกว่า อุปสมบท หรือเป็กข์ เมื่อเป็นพระภิกษุเรียบร้อยแล้ว จะเรียกขานว่า ตุ๊ เวลาสึกออกไปเป็นคฤหัสถ์ ชาวบ้านจะเรียกว่า หนาน งานบวชนาคจะมีวัน ดาปอย เป็นการเตรียมงาน เมื่อกุลบุตรจะบรรพชาหรือจะอุปสมบท พ่อแม่ผู้ปกครองจะไปตกลงกับเจ้าอาวาส เพื่อขออนุญาตให้มีพระอุปัชฌาย์สำหรับการบรรพชาครั้งนี้ จากนั้นจะมีการแผ่นาบุญ โดยให้คนใกล้ชิดสองสามคน นำผ้าสบงจีวรใส่พานขึ้นไปตามบ้านญาติมิตร เพื่อบอกนาบุญ ผู้ที่ได้รับการบอกนาบุญ จะยกพานขึ้นจรดหน้าผากพร้อม กล่าวคำอนุโมทนาสาธุ วันดาปอย คือ วันก่อนที่จะทำการอุปสมบทหรือบรรพชาหนึ่งวัน เจ้าภาพจะเตรียมการเกี่ยวกับเครื่องบวช เช่น ผ้าไตร บาตร หรือเครื่องอัฐบริขาร ให้พร้อม และต้องเตรียมอาหารไว้รับแขกที่จะมาร่วมอนุโมทนา มีดอกไม้ ธูป เทียน จตุปัจจัยในพานนาคเรียกว่า ฮอยปอย นาคจะรับและให้พรตอบแทน บางแห่งจัดทำพิธี รับขวัญนาคโดยจัดทำต้นผึ้ง เชิญอาจารย์ที่เป็นมัคนายก หรือหนาน เป็นผู้ประกอบพิธี ทำขวัญนาค เพื่ออบรมกล่อมเกลาจิตใจให้ระลึกถึงคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และพระคุณของมารดา บิดาที่ให้กำเนิดและ เลี้ยงดูตนมาจนเติบใหญ่ ทางเหนือเรียกผู้ที่จะบรรพชาอุปสมบท หรือนาคว่า ลูกแก้ว โดยจะไปโกนผมที่วัด ญาติพี่น้องจะพาลูกแก้วไปแต่งตัวด้วยผ้านุ่งสีขาว นุ่งห่มโจงกระเบน สวมชฎา แต่งหน้า ทาปาก ทาคิ้ว ประดับแหวน ประดับสร้อย ของมีค่าจำนวนมาก ในขบวนแห่นาคจะใช้รถบ้าง ม้าบ้าง หรือขึ้นขี่คอคน บางแห่งให้นั่งบนหลังช้างไปตามบ้านญาติ เพื่อผูกข้อมือรับขวัญ งานปอย ถือกันว่าเป็นงานมงคลที่ยิ่งใหญ่ เจ้าภาพจัดเลี้ยงเพื่อบำเพ็ญทานตามฐานะ บางรายอาจจัดมหรสพให้มีวอ รำวง ดนตรี ลิเก หรือภาพยนต์ เป็นการเฉลิมฉลองกันอย่างครึกครื้น ผู้ที่ไปร่วมทำบุญจะได้ร่วมกินอาหารและได้ชมมหรสพต่าง ๆ วันรุ่งขึ้นก็จะพานาคไปทำพิธีบวชในอุโบสถ บวชเสร็จแล้วต้องอยู่กรรม ประมาณ สาม – สี่วัน เพื่อรำลึกถึงพระคุณของแม่พ่อ โดยการใช้ลูกประคำตกหมากนับ


ประเพณีปีใหม่
หมายถึง ประเพณีสงกรานต์ ไม่ได้ถือเอาวันสงกรานต์เป็นวันสำคัญ แต่ถือเอาวันพระยาวัน คือ วันเถลิงศกเป็นวันสำคัญ วันนี้ต่อจากวันเนา ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน วันสงกรานต์ สำเนียงล้านนา ออกเสียงว่า สังขานต์ หรือ วันสังขานต์ล่อง ตรงกับวันที่ ๑๓ เมษายน ยังไม่ถือว่าเป็นวันปีใหม่ เป็นวัน ทำความสะอาดบ้านเรือน ที่อยู่อาศัย เสื้อผ้า จะหยุดการทำงานทั้งหมด ในตอนเช้าตรู่ของวันนี้จะได้ยินเสียงปืน ยิงขึ้นฟ้า เสียงพลุ ดังมาจากบ้านต่าง ๆ ถือกันว่า ขับไล่ตัวสังขานต์ ตอนสายจะนำเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มที่นอนหมอนมุ้งไปทำความสะอาด จากนั้นจะดำหัว หรือสระผม โดยใช้ส้มป่อย ถือว่าเป็นการแก้เสนียดจัญไร และอาถรรพณ์ เมื่อดำหัวเสร็จแล้ว จะทัดดอกไม้หรือใบไม้ ที่เป็นนามปี ในตำราบอกว่า บางปีก็ดำหัวก่อน สังขานต์ล่อง บางปีก็ดำหัวพร้อมสังขานต์ล่อง บางปีก็ดำหัวหลังจากสังขานต์ล่องแล้ว คนส่วนมากจึงดำหัว ในวันสงกรานต์เท่านั้น ส่วนเวลาก็ตามสะดวก
การทำพิธีดำหัวเพื่อขอขมา และขอพรในวันพระยาวัน การดำหัวในวันนี้ไม่เหมือนการดำหัวใน วันสังขานต์ล่อง ซึ่งเราดำหัวให้แก่ตนเอง สำหรับวันนี้เราไปดำหัวผู้อื่น คือไปดำหัวผู้ที่มีพระคุณ หรือที่เคารพนับถือ เช่น บิดามารดา ครูบาอาจารย์ ญาติผู้ใหญ่ เป็นต้น เพื่อเป็นการแสดงความกตัญญูกตเวที และขอ -อโหสิกรรมจากท่าน ท่านจะให้พรแก่เรา
วันเนา ตรงกับวันที่ ๑๔ เมษายน ดวงอาทิตย์สถิตอยู่ที่สองราศี จึงได้ชื่อว่าวันเนา ถือว่าเป็น วันที่ไม่เป็นมงคล วันนี้ทั้งวันจะเป็นวันห่อธรรมดา (วันสุกดิบ) ทุกครอบครัวจะประกอบอาหารทั้งคาวหวาน พยายามทำอย่างดีเพราะเป็นของที่จะไปถวายพระ และเลี้ยงญาติพี่น้อง ตกตอนบ่ายคนทั้งหลายจะถือขัน คนละใบ พากันไปยังเกาะทรายตามแม่น้ำ เพื่อนำทรายมาก่อเจดีย์ทรายในวัด วันสุดท้ายต้องเป็นวัดประจำหมู่บ้านของตน ในวันนี้ตามประเพณียังไม่มีการสาดน้ำกัน หลังจากก่อเจดีย์ทรายแล้ว มีเทศน์ธรรมอานิสงส์ ปีใหม่ เมื่อฟังเทศน์จบ พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ หลังจากนั้นอาจารย์วัดก็กล่าวคำเวนทาน พระสงฆ์ให้พร

นำน้ำขมิ้นส้มป่อยไปประพรมนก หรือสัตว์ที่เตรียมปล่อย แล้วจึงปล่อยไป จากนั้นเอาด้ายสายสิญจน์ ที่ล้อมรอบเจดีย์ทรายของตนกลับบ้าน นำไปผูกข้อมือให้ลูกหลานต่อไป ก่อนจะกลับก็สรงน้ำพระพุทธรูป ดำหัวเจ้าอาวาส แล้วเตรียมสิ่งของไปดำหัวพ่อแม่ หรือผู้ที่เคารพนับถือต่อไป
วันพระยาวัน ตรงกับวันที่ ๑๕ เมษายน ถือเป็นวันสำคัญยิ่งกว่าวันทั้งหลาย เป็นวันเถลิงศก จุลศักราช เรียกว่า เริ่มวันปีใหม่ของปี เป็นวันศกใหม่ ใครจะทำงานมงคลใด ๆ ได้ทั้งสิ้น ชาวบ้านจะนำสำรับกับข้าวคาวหวานไปถวายพระที่วัดแต่เช้า และนำไปให้บิดามารดา หรือผู้ที่เคารพนับถือต่าง ๆ ในวันนี้ผู้คน จะไปตักบาตรที่วัดกันทุกคน ทางวัดจะมีพานข้าวตอกดอกไม้ ธูปเทียน ขันใส่ข้าวสุกและขนม หรืออาหารอื่น ๆ เมื่อไปถึงวัดแล้วก็จุดธูปเทียน ถือข้าวตอกดอกไม้บูชาพระพุทธรูป แล้วนำดอกไม้ธูปเทียนมาใส่ขันแก้วทั้งสาม ซึ่งมักจะตั้งไว้กลางวิหาร เป็นพานใหญ่สูงประมาณศอกครึ่ง ทำเป็นมุมสามมุม แต่ละมุมมีความ หมายถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เมื่อพระสงฆ์ลงมาสู่วิหาร อาจารย์วัดจะนำไหว้พระและสมาทานศีลห้า อาจารย์วัดจะกล่าวคำ เวนทาน พระสงฆ์ให้พร แล้วศรัทธาหยาด (กรวด) น้ำ เป็นเสร็จพิธี
วันปากปี เป็นวันถัดจากวันพระยาวัน ตรงกับวันปากของปี ในตอนเช้าชาวบ้านจะพากันไปวัด พร้อมกับนำสะตวงใส่เครื่องบูชาพระเคราะห์ทั้งเก้าคือ นพเคราะห์ หรือเรียกว่า เข้าเก้าพุ้น เครื่องบูชาเคราะห์เหล่านี้จะไปวางไว้ต่อหน้าพระประธาน เจ้าอาวาส และอาจารย์วัดทำพิธีกรรม เชื่อกันว่าเมื่อได้ทำพิธีแล้ว
ครอบครัวจะปราศจากเคราะห์ตลอดปี ตอนบ่ายจะไปทำพิธีรดน้ำดำหัวพ่อแม่ ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้ที่เคารพนับถือ

ประเพณีสืบชะตา ประเพณีทานข้าวสลาก
หรือ การกิ๋นก่วยสลาก หมายถึง ประเพณีทานสลากภัต จะเริ่มประมาณวันเพ็ญ เดือนสิบสองเหนือ(คือเดือนสิบใต้) และสิ้นสุดในเดือนสิบเอ็ดใต้ การทานข้าวสลาก ในจังหวัดพะเยาจะเริ่มที่วัดป่าแดงบุนนาค ซึ่งถือว่าเป็นปฐมอารามในจังหวัดพะเยา ก่อนแล้ววัดอื่น ๆ จึงจะจัดได้

ประเพณีสืบชะตา
ตามตำนานในคัมภีร์สืบชะตากล่าวว่า พระสารีบุตร มีสามเณรรูปหนึ่งชื่อ ดิสสะ อายุเจ็ดปี มาบวชเพื่อศึกษากับ ท่านเป็นเวลาหนึ่งปี วันหนึ่งพระสารีบุตรสังเกตเห็นลักษณะของสามเณรเห็นว่า จะมีชีวิตอยู่ได้อีกเจ็ดวันก็จะมรณภาพ พระสารีบุตรจึงเรียกสามเณรมาบอกความจริงให้ทราบ ดังนั้นจึงให้สามเณรกลับไปร่ำลาโยมพ่อ แม่ และญาติ สามเณรก็ได้เดินทางกลับบ้านด้วยความเศร้าหมอง ระหว่างทางที่สามเณรเดินทางผ่านไปนั้น ได้พบปลาน้อยใหญ่ในสระน้ำ ซึ่งกำลังแห้งเขิน กำลังดิ้นรนเพราะน้ำไม่เพียงพอ สามเณรเห็นว่าเราจะตายแล้ว ก็ควรโปรดสัตว์คือ ปลาเหล่านั้นให้พ้นจากความตาย แล้วสามเณรจึงช้อนปลาน้อยใหญ่ทั้งหมดไว้ในภาชนะคือ บาตรของตน แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำใหญ่ ระหว่างทางพบเก้ง ติดแร้วของนายพรานสามเณรก็ได้ปลดปล่อยเก้งตัวนั้น เมื่อเดินทางไปถึงบ้านได้บอกเรื่องที่ตนจะตายให้ญาติ มีบิดามารดาเป็นต้น ทุกคนต่างก็ ร่ำไห้สงสารสามเณรยิ่งนัก แต่เมื่อเลยกำหนดหนึ่งวันสองวันตามลำดับ จนล่วงกำหนดไปเจ็ดวัน สามเณรก็ยังไม่ตาย กลับมีผิวพรรณผ่องใสยิ่งขึ้น ญาติจึงบอกให้สามเณรกลับไปหาพระสารีบุตร สามเณรได้กราบเรียนให้ทราบ ถึงเรื่องการนำปลาไปปล่อยในน้ำ และปล่อยเก้ง จากแร้วของนายพราน การกระทำเพื่อยืดชีวิตสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ได้เป็นพลังให้พ้นจากความตายได้ ด้วยตำนานนี้ ทำให้ชาวล้านนาไทย นิยมการสืบชะตาเป็นประเพณีสืบมาจนถึงปัจจุบัน


ประเพณีสืบชะตาแบ่งออกเป็นสามประเภทคือ ประเพณีสืบชะตาคน ประเพณีสืบชะตาบ้าน และประเพณีสืบชะตาเมือง
ประเพณีสืบชะตาคน นับเป็นประเพณีสำคัญ ที่ชาวล้านนาไทยนิยมทำกันในหลายโอกาส เช่น เนื่องในวันเกิด วันได้รับยศศักดิ์ตำแหน่งหน้าที่ วันขึ้นบ้านใหม่ หรือย้ายที่อยู่ใหม่ การสืบชะตาคน จะมีเครื่องพิธีคล้ายคลึงกัน สถานที่จะทำในห้องโถง หากเป็นวัดจะจัดในวิหาร หรือที่หน้าวาง คือ ห้องรับแขก
ของเจ้าอาวาส ถ้าเป็นบ้านก็จะจัดทำบนเติ๋น คือ ห้องรับแขก หากเป็นวัดก็จะมีพระภิกษุ สามเณรรวมทั้งอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย ถ้าเป็นบ้านก็ต้อนรับญาติมิตรแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน
ประเพณีสืบชะตาบ้าน มีความเชื่อว่าบ้านที่ตั้งมาตามฤกษ์ยาม วันดีวันเสียนั้น มีเวลาที่ราหูมฤตยู เข้ามาทับเบียดเบียนทำให้ชะตาบ้านขาดลง เป็นเหตุให้คนที่อาศัยอยู่ในบ้านประสบความเดือดร้อน ชาวบ้านถือว่าอุบาทว์ตกลงสู่บ้าน หรือชาวบ้านถือเป็นเรื่อง ขีดบ้านขีดเรือน โดยจะร่วมพิธีขจัดปัดเป่า เรียกว่าสืบชะตาบ้าน ในแต่ละหมู่บ้านจะมีศาลเทพารักษ์ประจำบ้านที่สิงสถิตของอารักษ์ (อาฮัก) บางแห่งเรียกเจ้านาย

หอเสื้อบ้านบ้างนับเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์รองลงมาจากวัด หอเสื้อบ้านมักจะอยู่กลางบ้าน ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรม
ประเพณีสืบชะตาเมือง การทำพิธีสืบชะตาเมืองของชาวล้านนาไทยมีมาแต่สมัยโบราณ ถือว่าการตั้งเมืองมีดวงชะตาที่เรียกกันว่า ดวงชะตาเมือง บางครั้งดาวพระเคราะห์ที่เป็นบาปเคราะห์เข้ามาทับดวงเมือง ทำให้เมืองนั้นชะตาตก ชาวเมืองที่อาศัยอยู่ในเมืองนั้นจะได้รับความเดือดร้อนและเคราะห์ร้ายต่าง ๆ นานา ดังนั้น ผู้ใหญ่ในเมืองนั้นจะร่วมทำพิธีสืบชะตาเมืองขึ้นเพื่อสืบอายุเมืองต่อไปไม่ให้ขาดลง

แปดเป็งนมัสการพระเจ้าตนหลวง
พระเจ้าตนหลวง เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่สุดในดินแดนล้านนา มีอายุกว่า ๕๐๐ ปี เป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนอย่างกว้างขวาง ในระหว่างเดือนแปด หรือเดือนพฤษภาคมของทุกปี ตรงกับวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนสี่เหนือ ตรงกับวันวิสาขบูชา ผู้คนจากทุกสารทิศ ต่างพากันมานมัสการพระเจ้าตนหลวง วัดศรีโคมคำ คณะศรัทธาจากชุมชนหมู่บ้านต่าง ๆ จะจัดขบวนแห่ครัวทาน ฟ้อนรำ มีการละเล่น การแสดง ของชุมชน มีการทำบุญถวายภัตตาหารแด่พระสงฆ์ รักษาศีล ฟังเทศน์ ปฏิบัติธรรมกันทั่วไป

พิธีบวงสรวงพ่อขุนงำเมือง
ทุกปีเมื่อถึงวันที่ ๕ มีนาคม ที่ลานอนุสาวรีย์พ่อขุนงำเมือง ริมกว๊านพะเยาจะเต็มไปด้วยผู้คนที่มาจากทั่วทุกสารทิศ ต่างร่วมทำพิธี “ บวงสรวงพ่อขุนงำเมือง ” พิธีนี้เริ่มมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏ แต่ได้ปฏิบัติสืบทอดเป็นประเพณีจนทุกวันนี้ ในการบวงสรวงพ่อขุนงำเมืองบางปีได้ทำพิธีทำบุญเมือง บวงสรวงวิญญาณพระมหากษัตริย์เมืองพะเยาและบวงสรวงศาลหลักเมืองด้วย


การบวงสรวงพ่อขุนงำเมือง หมายถึง การประกอบพิธีเพื่อสักการะดวงวิญญาณของพ่อขุน งำเมืองให้สถิตคู่เมืองพะเยา โดยกล่าวขอให้วิญญาณพ่อขุนงำเมืองประทานสุขสวัสดิ์ยิ่งใหญ่แก่ไพร่ฟ้าประชากรที่มาอัญชุลีวอนภิวาทไหว้ ขอให้เมืองพะเยาที่ตั้งมายาวนานรุ่งเรืองไพศาลวิลาศ ขอให้พสกนิกร พ้นเภทภัย อุปัทวะ ชำนะหมู่ไพรี มีเศรษฐกิจดี ด้านพาณิชยกรรมและเกษตรอุตสาหกรรมก้าวไกล


งานสืบสานตำนานไทลื้อ
ชาวไทลื้อ เดิมอาศัยอยู่ในเขตสิบสองปันนา มณฑลยูนาน ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า เจ้าผู้ครองนครน่านได้กวาดต้อนชาวไทลื้อ มาอยู่ที่อำเภอเชียงคำ และเชียงม่วน ทุกวันนี้ ชาวไทลื้อดังกล่าว ยังคงสภาพวัฒนธรรมแบบไทลื้อไว้เป็นอย่างดี นับแต่ประเพณีความเชื่อการแต่งกาย การปลูกสร้างบ้านเรือน จริยธรรม สภาพแวดล้อมบริเวณบ้านเรือนจะสะอาดร่มรื่น มีสวนครัวมีแปลงดอกไม้รอบ ๆ บ้าน ทุกบ้านมีกี่ทอผ้าไว้ในครัวเรือน และทำเป็นอาชีพเสริม มีความสามัคคีเอื้ออาทรต่อกัน ช่วยเหลือกันในการงานต่าง ๆ เป็นอย่างดี งานสืบสานตำนานไทลื้อ เป็นงานประจำปีของอำเภอเชียงคำ จัดครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.๒๕๓๗ มีกิจกรรมที่นำมาสาธิตหลายประเภท นับตั้งแต่การละเล่นพื้นบ้าน สินค้าพื้นบ้าน เช่น ผ้าทอไทลื้อ และอาหาร เป็นต้น

งานปูจาพญาลอ
เวียงลอ เป็นเมืองโบราณเมืองหนึ่ง สันนิษฐานว่ามีอายุไม่ต่ำกว่า ๙๐๐ ปี มาแล้ว อยู่ในเขตอำเภอจุน ห่างจากที่ว่าการอำเภอจุนประมาณ ๑๕ กิโลเมตร จากซากโบราณสถานที่ยังคงเหลืออยู่ แสดงว่า เวียงลอน่าจะเป็นเมืองใหญ่มาก่อน พงศาวดารกล่าวแต่เพียงว่า ในสมัยพญาเจือง หรือขุนเจิง (ประมาณปี พ.ศ.๑๖๒๕ - ๑๗๐๕) ได้เกณฑ์คนจากเวียงลอ เวียงเทิง ไปต้านพวกแกวที่มาเมืองเชียงแสน บ้างก็สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นเมืองลอ ในลิลิตพระลอ ในเดือนเมษายนของทุกปี ชาวอำเภอจุน จะจัดพิธีบวงสรวงบูรพกษัตริย์ที่ครองเวียงลอทุกองค์ เรียกงานนี้ว่า งานปูจาพญาลอ มีอยู่สิบสองขบวนด้วยกัน เริ่มจากขบวนอัญเชิญดวงวิญญาณ และปราสาทนฤมิต หมายถึง ดวงวิญญาณของกษัตริย์ผู้ครองเวียงลอในอดีต ขบวนสุดท้ายเป็นขบวนทวยราษฎร แสดงถึงการอพยพไพร่พลของขุนคงคำแถน เข้าสู่ดินแดนหุบผาดอยจิ และกิ่วแก้ว ดอยยาว จำนวน ๓๖ ครัวเรือน เพื่อรำลึกถึงครอบครัวของผู้เสียสละ เพื่อรักษาอาณาเขตเมืองลอ และพระเจดีย์ศรีปิงเมือง