asean
fb
artandculture

โบราณสถานจังหวัดภูเก็ต

ศาลากลางจังหวัดภูเก็ต

ตั้งอยู่ ณ หัวมุมถนนนริศรติดกับถนนสุรินทร์ เป็นอาคารสถานที่ราชการที่ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๙๓ ตอนที่ ๓๙ เมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๒๐ ซึ่งเป็นอาคารที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และมีคุณค่าทางสถาปัตยกรรม

เนื่องด้วยพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ตมีดำริเมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๔๙ ในการพัฒนามณฑลภูเก็ต รวมทั้งการย้ายที่ว่าการเมืองภูเก็ตซึ่งอยู่ในตลาดเพื่อความสง่างามและใช้ที่ตั้งเดิมทำเหมือง มีดำริให้ไปตั้งที่เขาโต๊ะแซะเป็นนิคมข้าราชการ โดยมีศูนย์กลางที่ศาลากลาง ดังนั้นพระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ซึ่งได้เชิญชาวต่างชาติขุดแร่ดีบุกในเขตประทานบัตรบริเวณถนนหลวงพ่อ ถนนพังงา ถนนสุรินทร์ และถนนสุทัศน์ คือประทานบัตรแปลงด้านหน้าที่ทำการไปรษณีย์โทรเลขภูเก็ต โดยให้ฝรั่งสร้างศาลากลางเป็นการแลกเปลี่ยนประทานบัตรการขุดแร่ดีบุกแปลงดังกล่าว บริษัทนั้นก็ให้ช่างชาวอิตาเลี่ยนสร้าง แต่ยังไม่ทันสร้าง พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ ก็ถึงแก่กรรม เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๕๖ จึงคงมีการสร้างหลังจากนั้น และรัชกาลที่ ๖ ได้เสด็จฯไปเปิดศาลารัฐบาล ในคราวเสด็จประพาสภูเก็ตครั้งที่ ๒ เมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๐

ลักษณะอาคารเป็นอาคารมี ๒ ชั้น ชั้นบนของอาคารมีนาฬิกาโบราณซึ่งสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานเป็นที่ระลึกเมื่อได้ทรงบัญชาราชการกระทรวงมหาดไทยมาครบ ๒๐ ปี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๕

 

 

วัดพระนางสร้าง

ตั้งที่บ้านเคียน หมู่ ๑ ตำบลเทกระษัตรี อำเภอถลาง โบราณสถานแห่งนี้ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานแห่งชาติในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๑ ตอนที่ ๒๗ เมื่อวันที่ ๑ มีนาคม พ.ศ.๒๕๒๗ เนื้อที่ ๓ ไร่ ๑ งาน ๖ ตารางวา

            วัดพระนางสร้าง (วัดบ้านเคียน) หรือที่ชาวบ้านมักเรียกว่า วัดนางสร้างหรือนาสร้าง สร้างขึ้นสมัยใดยังไม่ปรากฏหลักฐานชัดเจนเพียงแต่พิจารณาสถาปัตยกรรมและลักษณะพระพุทธรูปภายในวัดแล้ว สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ส่วนพระอุโบสถได้รับการบูรณปฏิสังขรณ์มาหลายครั้ง จนถึง พ.ศ.๒๔๕๔ ต่อมาใน พ.ศ. ๒๕๐๖ จึงได้บูรณะอีกครั้งหนึ่ง โดยเปลี่ยนแปลงหลังคาเป็นกระเบื้องลูกฟูกแทนหลังคาสังกะสี ภายนพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นที่สำคัญอยู่ ๔ องค์ คือพระพุทธรูปปางไสยาสน์ ๑ องค์ ส่วนอีก ๓ องค์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยสกุลช่างเมืองถลาง ซึ่งจัดอยู่ในศิลปะรัตนโกสินทร์ 

ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๙ สำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๒ ภูเก็ต ได้บูรณปฏิสังขรณ์พระอุโบสถหลังเก่า สิ่งสำคัญที่ปรากฏภายในวัด มีพระอุโบสถสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในพระพระอุโบสถมีพระพุทธรูปสร้างด้วยดีบุก พระเจดีย์แปดเหลี่ยมสมัยรัตนโกสินทร์ หอระฆังและบ่อน้ำโบราณ

 

บ้านพระยาวิชิตสงคราม 

ตั้งอยู่ที่หมู่ ๓ ตำบลศรีสุนทร อำเภอถลาง ประกาศขึ้นทะเบียนโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ ๑๐๒ ตอนที่ ๑๒๘ เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๘ มีพื้นที่ประมาณ ๒๓ ไร่ ๑ งาน ๑๔ ตารางวา 

มูลเหตุของการสร้างบ้านอันเนื่องมาจากใน พ.ศ. ๒๔๑๙ พวกกุลีจีนทำเหมืองแร่ ก่อความวุ่นวายขึ้นที่บ้านกะทู้ เกิดการปะทะกันกับพวกกุลีจีนต่างก๊ก ซึ่งเป็นเรื่องของผลประโยชน์เหมืองแร่ มีการยกพรรคพวกเข้าตีกัน ความวุ่นวายต่างๆจึงเกิดขึ้น และในขณะนั้นทางการจึงต้องเข้าปราบปราม ทำให้พวกที่ตีกันเลิกรากันไปช่วงระยะหนึ่ง จุดเกิดเหตุที่ปะทะกันนั้นเป็นบริเวณใกล้กับบ้านเจ้าเมืองภูเก็ต (ทัต) เมื่อพวกกุลีชาวจีนถูกปราบปรามและเหตุการณ์อยู่ในความสงบแล้วเจ้าเมืองภูเก็ต (ทัต) หรือพระยาวิชิตสงคราม เห็นว่าเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นต่อไป ภายหน้าอาจจะเกิดซ้ำสองได้ จึงได้มาสร้างบ้านขึ้นใหม่ที่บริเวณบ้านท่าเรือ (ในที่ดินมรดกของเจ้าเจิม เจ้าเมืองถลางท่าเรือ พ.ศ. ๒๓๕๒) ในปีเดียวกันนั้น และเมื่อสร้างเสร็จแล้ว ใน พ.ศ. ๒๔๒๐ พระยาวิชิตสงคราม (ทัต) ก็ได้ย้ายเข้ามาอยู่ทั้งยังใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่ทำการชั่วคราวอีกด้วย 

โบราณสถานนี้มีบริเวณของเขตภายนอกสร้างเป็นแนวกำแพงอิฐล้อมรอบ กว้าง ๑๒๔ เมตร ยาว ๑๕๗ เมตร สูง ๓.๕๐ เมตร ความหนาของกำแพง ๖๐ เซนติเมตร ด้านบนสุดของกำแพงทำเป็นรูปใบเสมาเว้นช่องต่อช่วงห่างกันประมาณ ๓๐ ซม. ส่วนสูงของใบเสมา ๕๐ ซม. ตลอดแนวกำแพงภายนอกระหว่างกึ่งกลางของแต่ละด้านมีป้อมยามรักษาการณ์โดยมีประตูทางเข้าป้อมอยู่ภายใน ส่วนด้านในของกำแพงแต่ละมุมสร้างเป็นที่พักของทหารยาม คนรับใช้ และเป็นที่เก็บของ ส่วนอาคารที่ทำการสร้างตรงกับแนวประตูทางเข้า อยู่ลึกเข้าไปประมาณ ๖๕ ม. สร้างเป็นอาคารสี่เหลี่ยมขนาดกว้าง ๑๗ ม. ยาว ๒๑ ม. ฐานอาคารสูงจากพื้นดินประมาณ ๑.๕ ม. ปัจจุบันคงเหลือแต่ฐานของตัวอาคารให้เห็น ตรงด้านหลังของอาคารห่างออกไปประมาณ ๓๓ ม. มีสระน้ำขนาดกว้าง ๑๕ ม. ยาว ๒๐ ม. ด้านข้างของสระน้ำทั้งสองด้านทำทางระบายน้ำล้น ไหลผ่านเข้า-ออก โดยทำประตูระบายน้ำไว้ที่แนวกำแพง ส่วนตัวบ้านนั้นสร้างเป็นเรือนไม้ใกล้บริเวณสระน้ำ เป็นรูปทรงของบ้านแบบเดิม สันนิษฐานว่าคงเป็นแบบบ้านไทยมุสลิม เนื่องจากต้นตระกูลของพระยาวิชิตสงครามเป็นแขกอินเดีย ปัจจุบันไม่เห็นซากของตัวบ้านแล้ว

              พ.ศ. ๒๕๓๔ โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๑ นครศรีธรรมราช บูรณะโบราณสถานบ้านพระยาวิชิตสงคราม ใช้งบประมาณ ๑,๕๐๐,๐๐๐.- บาท และใน พ.ศ. ๒๕๔๑ โดยสำนักงานโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๑๒ ภูเก็ต ได้บูรณะปรับปรุงอีกครั้งหนึ่ง ใช้งบประมาณ ๙๕๐,๐๐๐ บาท

 

สำนักงานขายประจำประเทศไทย ภาคใต้ตอนบน บริษัทการบินไทย จำกัด (มหาชน) 

ตั้งอยู่ที่ ๘/๑ ถนนระนอง อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต ได้ประกาศเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๓ ง เมื่อวันที่ ๙ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๙ มีพื้นที่ประมาณ ๒ ไร่ ๗๘ ตารางวา

อาคารที่ทำการบริษัทการบินไทยจำกัด เจ้าของเดิมคือพระอร่ามสาครเขต มีอายุการก่อสร้างประมาณ ๗๐ ปีมาแล้ว โดยแบ่งอาคารออกเป็น ๓ ส่วน โดยส่วนแรกติดถนนระนอง และขายให้บริษัทเดินอากาศไทยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๐ ส่วนอื่นๆให้เช่าทำเป็นโรงเรียนและโรงพยาบาล ต่อมาบริษัทเดินอากาศไทยได้โอนย้ายมาอยู่รวมกับบริษัทการบินไทย

 

 อาคารสำนักงานที่ดิน

 

ตั้งอยู่ที่ถนนดำรง ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๑๓ ตอนพิเศษ ๕๐ ง เมื่อวันที่ ๑๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๓๙

พื้นที่โบราณสถาน เป็นพื้นที่อาคารประมาณ ๑ งาน ๗๔.๖๖ ตารางวา และพื้นที่บริเวณบันได ประมาณ ๕๖.๒๕ ตารางวา

อาคารสำนักงานที่ดิน สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๙ ต่อมา พ.ศ. ๒๔๗๖ – ๒๔๙๕ ทางการได้ใช้เป็นที่ว่าการอำเภอทุ่งคา (อำเภอเมืองปัจจุบัน) ระหว่างนั้นได้มีการต่ออาคารไม้ สร้างเป็นห้องเพิ่มอีกข้างละห้อง ปัจจุบันใช้เป็นอาคารสำนักงานที่ดินจังหวัด

 

 

ที่ทำการไปรษณีย์โทรเลข (หลังเก่า)

 

              ตั้งอยู่ที่ถนนมนตรี ตำบลตลาดใหญ่ อำเภอเมือง 

จากจดหมายเหตุประพาสหัวเมืองปักษ์ใต้รัชกาลที่ ๖ เมื่อครั้งยังดำรงพระอิสริยยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้ทรงพระราชนิพนธ์ถึงกลุ่มอาคารทางราชการและสำนักงานไปรษณีย์โทรเลข ความว่า 

... ที่นี้เดิมเป็นที่อยู่ของพระอนุรักษ์ (นุด) ซึ่งออกมาเป็นข้าหลวงกำกับราชการเมืองภูเก็ต เรือนเป็นตึกสามชั้นอยู่ข้างจะกว้างขวาง มีเนศาลายาวๆชั้นเดียวอีกหลังหนึ่ง ออฟฟิศราชโลหกิจไปตั้งอยู่ ณ ตึกเล็กที่อยู่เดิมของบุตรพระยาวิชิตสงคราม ที่ทำการของรัฐบาลแยกย้ายกระจัดกระจายอยู่เป็นหลายหลังด้วยกัน แต่อยู่ในร่วมกำแพงอันเดียวกันทั้งสิ้น เรือนจำก็อยู่ติดกับที่นี่แต่มีกำแพงกั้นต่างหาก เรือนที่ขังนักโทษเป็นตึกใหญ่โถงไม่มีหน้าต่าง มีแต่ช่องลูกฟักอยู่รอมรอด เข้าใจว่าเดิมคงใช้เป็นคลังเก็บสิ่งของพระยาวิชิตสงคราม ที่ทำการของรัฐบาลนี้ได้ทราบว่ามีผู้ขอทำการขุดดีบุก เจ้ารัษฎากำลังคิดจะย้ายศาลารัฐบาลและสถานที่ต่างๆ ไปตั้งที่อื่น แต่ดูเหมือนจะทำสัญญายังไม่ตกลงกัน... 

ลักษณะเป็นอาคารชั้นเดียวคอนกรีตเสริมเหล็กทาสีขาว ด้านหน้าเป็นบันไดทางขึ้น ๕ ขั้น เสาเป็นสี่เหลี่ยมเซาะร่องห่างๆ ราวลูกกรงปูนเรียบยาว มีหน้าต่างแบบเปิดบานคู่ เหนือบานเปิดเป็นช่องแสงไม้ตารางสี่เหลี่ยมกระจกใส มีหลังคาทรงปั้นหยา 

ประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ ในราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่มที่ ๑๑๖ ตอนพิเศษ ๗ ง เมื่อวันที่ ๒๒ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๒ มีพื้นที่โบราณสถาน ๑ ไร่ ๙๗ ตารางวา

 

 

อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง

            มีอาคารอเนกประสงค์เน้นลักษณะของอาคารไทยภาคใต้เฉพาะถิ่น ที่เป็นเรือนไม้มีหลังคา ๓ ด้าน โดยมีด้านสกัดเป็นรูปจั่วยกพื้นสูง เสาเหลี่ยมหรือกลมหลังคามุงจาก โครงหลังคาเป็นเรือนฟูกคล้ายภาคกลาง ทางเข้าใหญ่อยู่ตรงด้านสกัดหน้าจั่วของอาคาร ผนังเป็นไม้กระดานแผ่นมีสลักถอดได้ มีหน้าต่างขนาดเล็ก พื้นเป็นไม้กระดานหรือไม้ไผ่ทุบ โครงเสาเป็นไม้ไผ่ ฝาเรือนเป็นไม้ไผ่ขัดแตะ ยอดจั่วมักเป็นไม้ไผ่สานลายขัดปิดยอดจั่ว 

            การออกแบบตัวอาคารพิพิธภัณฑ์ จึงดัดแปลงรูปแบบอาคารดังกล่าว มาเป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็ก โครงหลังคาเหล็กเลียนแบบหลังคาเรือนเครื่องผูก ตัวอาคารมีลักษณะบ้านพื้นถิ่น แต่นำวัสดุสมัยใหม่มาประยุกต์ในการก่อสร้างเพื่อความคงทนถาวร จึงเป็นอาคารที่ทรงคุณค่าในแง่ของการอนุรักษ์แบบบ้านโบราณซึ่งจากการคัดเลือกผลงานสถาปัตยกรรมดีเด่นของสมาคมสถาปนิกสยามพระบรมราชูปถัมภ์ในงานนิทรรศการ สถาปนิก ๓๐ อาคารพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ถลาง ได้รับรางวัลออกแบบสถาปัตยกรรมดีเด่น ประเภทอาคารที่ส่งเสริมศิลปะและวัฒนธรรม ชื่อรางวัล Gold Medal ซึ่งเป็นผลงานของนายอุดม สกุลพานิชย์ เมื่อวันที่ ๑๓ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๐

  

วัดมงคลนิมิตร

            เป็นวัดเดียวในจีงหวัดภูเก็ตที่เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ เลขที่ ๓ ตำบลตลาดใหญ่อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ประชาชนส่วนใหญ่เรียกวัดนี้ว่า วัดกลาง สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ สมัยที่ยังเป็นมณฑลภูเก็ตได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา ประมาณ พ.ศ. ๒๔๒๘ วัดนี้เป็นวัดที่ทางราชการใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมสำคัญๆ เช่น สมัยที่เป็นมณฑลภูเก็ต ทางราชการก็ใช้เป็นสถานที่ประกอบพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยาเป็นประจำตลอดมาจนกระทั่งทางราชการยกเลิกพิธีกรรมนี้ 

            นอกจากนี้วัดมงคลนิมิตร มีโรงเรียนที่อยู่ในความอุปการะของวัด คือ โรงเรียนพุทธมงคลนิมิตร โรงเรียนนี้มีพระภิกษุสงฆ์เข้ามาช่วยสอนและอบรมคุณธรรมจริยธรรมแก่นักเรียนอย่างสม่ำเสมอ