ประเพณีทอดกฐิน  
 

ความหมาย
          คำว่า "กฐิน" มีความหมายเกี่ยวข้องกันถึง ๔ ประการ คือ
          ๑. 
เป็นชื่อของกรอบไม    อันเป็นแม่แบบสำหรับทำจีวร ซึ่งอาจเรียกว่า  สะดึง  ก็ได้
          ๒.
เป็นชื่อของผ้า   ที่ถวายแก่สงฆ์เพื่อทำจีวร   ตามแบบหรือกรอบ ไม้นั้น
          ๓. 
เป็นชื่อของบุญกิริยา   คือการทำบุญ  ในการถวายผ้ากฐินเพื่อให้สงฆ์ทำเป็นจีวร

          ๔. 
เป็นชื่อของสังฆกรรม คือกิจกรรมของสงฆ์ที่จะต้องมีการสวดประกาสของรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์   ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง
         กฐินที่เป็นชื่อกรอบไม้
          กรอบไม้แม่แบบสำหรับทำจีวร   ซึ่งอาจเรียกว่าสะดึงก็ได้นั้นเนื่องจากในครั้งพุทธกาลการทำจีวรให้มีรูปลักษณะตามที่กำหนด กระทำได้
โดยยาก   จึงต้องทำกรอบไม้สำเร็จรูปไว้   เพื่อเป็นอุปกรณ์สำคัญในการทำเป็นผ้านุ่งหรือผ้าห่ม   หรือผ้าห่มซ้อนที่เรียกว่าจีวรเป็นส่วนรวม ผืนใด
ผืนหนึ่งก็ได้   ในภาษาไทยนิยมเรียกผ้านุ่งว่า
สบง  ผ้าห่มว่า จีวร  ผ้าห่มซ้อนว่า สังฆาฏิ  การทำผ้าโดยอาศัยแม่แบบเช่นนี้   คือทาบผ้าลงไปกับแม่แบบแล้วตัดเย็บย้อมทำให้เสร็จในวันนั้นด้วยความสามัคคีของสงฆ์   เป็น
การร่วมแรมร่วมใจกันทำกิจที่เกิดขึ้นและ เมื่อทำเสร็จหรือพ้นกำหนดกาลแล้ว  แม่แบบหรือกฐินนั้น   ก็รื้อเก็บไว้ในการทำผ้าเช่นนั้นอีกในปีต่อ ๆ ไป  การรื้อแบบไม้นี้   เรียกว่า
เดาะ  ฉะนั้นคำว่า กฐินเดาะ  หรือ
เดาะกฐิน   จึงหมายถึงการรื้อไม้แม่แบบเพื่อเก็บไว้ใช้ในโอกาสหน้ากฐินที่เป็นชื่อของผ้า
          หมายถึงผ้าที่ถวายให้เป็นกฐินภายในกำหนดกาล   ๑  เดือน  นับตั้งแต่วันแรม  ๑  ค่ำ   เดือน  ๑๑  ถึงวันขึ้น  ๑๕   ค่ำ  เดือน  ๑๒   ผ้าที่จะ
ถวายนั้นจะเป็นผ้าใหม่   หรือผ้าเทียมใหม่  เช่น ผ้าฟอกสะอาด  หรือผ้าเก่า  หรือผ้าบังสุกุล   คือผ้าที่เขาทิ้งแล้ว   และเป็นผ้าเปื้อนฝุ่นหรือผ้าตก
ตามร้านก็ได้   ผู้ถวายจะเป็นคฤหัสถ์ก็ได้   เป็นภิกษุหรือสามเณรก็ได้ถวายแก่สงฆ์แล้ว ก็เป็นอันใช้ได้
          กฐินที่เป็นชื่อของบุญกิริยา   คือการทำบุญ
          คือการถวายผ้ากฐินเป็นทานแก่พระสงฆ์ผู้จำพรรษาอยู่ในวัดใดวัดหนึ่งครบ ๓ เดือน   เพื่อสงเคราะห์ผู้ประพฤติปฏิบัติชอบให้มีผ้านุ่ง   หรือ
ผ้าห่มใหม่   จะได้ใช้ผลัดเปลี่ยนของเก่าที่จะขาดหรือชำรุด   การทำบุญถวายผ้ากฐิน  หรือที่เรียกว่า   ทอดกฐิน   คือทอดหรือวางผ้าลงไปแล้วกล่าว
คำถวายในท่ามกลางสงฆ์   เรียกได้ว่าเป็นกาลทาน คือการถวายทานที่ทำได้เฉพาะกาล  ๑  เดือน   ดังกล่าวในกฐินที่เป็นชื่อของผ้า   ถ้าถวายก่อน
หน้านั้น   หรือหลังจากนั้นไม่เป็นกฐิน   ท่านจึงถือว่าหาโอกาสทำได้ยาก
          กฐินที่เป็นชื่อของสังฆกรรม
          คือกิจกรรมของสงฆ์ก็จะต้องมีการสวดประกาศขอรับความเห็นชอบจากที่ประชุมสงฆ์   ในการมอบผ้ากฐินให้แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เมื่อ
ทำจีวรสำเร็จแล้วด้วยความร่วมมือของภิกษุทั้งหลายก็จะได้เป็นโอกาสให้ได้ช่วยกันทำจีวรของภิกษุรูปอื่นขยายเวลาทำจีวรได้อีก   ๔  เดือน  ทั้งนี้
เพราะในสมัยพุทธกาลการหาผ้า   การทำจีวรทำได้โดยยากไม่ทรงอนุญาตให้เก็บสะสมผ้าไว้เป็น  ๑๐   แต่เมื่อได้ช่วยกันทำสังฆกรรมเรื่องกฐินแล้ว
อนุญาตให้แสวงหาผ้าและเก็บผ้าไว้เป็นจีวรได้จนตลอดฤดูหนาว   คือจนถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำ  เดือน   ๔
          ข้อความดังกล่าวมาแล้วข้างต้น   จะเห็นว่าความหมายของคำว่ากฐินมีความเกี่ยวข้องกันทั้ง  ๔   ประการเมื่อสงฆ์ทำสังฆกรรมเรื่องกฐิน
เสร็จแล้ว   และประชุมกันอนุโมทนากฐิน   คือแสดงความพอใจว่าได้กรานกฐินเสร็จแล้วก็เป็นอันเสร็จพิธี
          คำว่า การ
กรานกฐิน   คือการแสดงความจำนงเป็นลายลักษณ์อักษรหรือด้วยวาจาต่อทางวัดว่าจะนำกฐินมาถวาย เมื่อนั้นเมื่อนี้แล้วแต่จะตกลง
กัน  แต่จะต้องภายในเขต เวลา ๑ เดือน  ตามที่กำหนดในพระวินัย
          คำว่า
อปโลกน์กฐิน หมายถึง   การที่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งเสนอขึ้นในที่ประชุมสงฆ์ถามความเห็นชอบว่าควรมีการกรานกฐินหรือไม่   เมื่อเห็น
ชอบร่วมกันแล้วจึงหารือกันต่อไปว่าผ้าที่ทำสำเร็จแล้วควรถวายแก่ภิกษุรูปใด  การปรึกษาหารือ   การเสนอความเห็นเช่นนี้เรียกว่า   อปโลกน์
(อ่านว่า อะ- ปะ- โหลก)  หมายถึง การช่วยกันมองดูว่าจะสมควรอย่างไรเพียงเท่านี้ยังใช้ไม่ได้   เมื่ออปโลกน์เสร็จแล้วจึงต้องสวดประกาศเป็น
การสงฆ์   จึงนับเป็นสังฆกรรมเรื่องกฐินดังกล่าวไว้แล้วในตอนต้น
          ในปัจจุบันมีผู้ถวายผ้ามากขึ้นมีผู้สามารถตัดเย็บย้อมผ้าที่จะทำเป็นจีวรได้แพร่หลายขึ้นการใช้ไม้แม่แบบอย่างเก่าจึงเลิกไปเพียงแต่รักษา
ชื่อและประเพณีไว้โดยไม่ต้องใช้กรอบไม้แม่แบบ   เพียงถวายผ้าขาวให้ตัดเย็บย้อมให้เสร็จในวันนั้น   หรืออีกอย่างหนึ่งนำผ้าสำเร็จรูปมาถวาย
ก็เรียกว่าถวายผ้ากฐินเหมือนกัน   และเนื่องจากยังมีประเพณีนิยมถวายผ้ากฐินกันแพร่หลายไปทั่วประเทศไทย   จึงนับว่าเป็นประเพณีนิยมใน
การบำเพ็ญกุศล เรื่องกฐินนี้ยังขึ้นหน้าขึ้นตาเป็นสาธารณะประโยชน์ร่วมไปกับการบูรณปฏิสังขรณ์วัดวาอารามไปในขณะเดียวกัน
ตำนาน
          ครั้งพุทธกาลมีเรื่องเล่าไว้ในคัมภีร์พระวินัยปิฎก   กฐินขันธกะว่าครั้งหนึ่งภิกษุชาวเมืองปาฐา ประมาณ  ๓๐  รูป   ถือธุดงควัตรอย่างยิ่งยวด
มีความประสงค์จะเฝ้าพระพุทธเจ้า   ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่กรุงสาวัตถีแคว้นโกศล จึงพากันเดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองนั้น   พอถึงเมืองสาเกต
ซึ่งห่างจากกรุงสาวัตถีประมาณ   ๖  โยชน์ ก็เป็นวันเข้าพรรษาพอดีเดินทางต่อไปมิได้ ต้องจำพรรษาอยู่ที่เมืองสาเกตตามพระวินัยบัญญัติ ขณะ
ที่จำพรรษาอยู่ ณ เมืองสาเกต   เกิดความร้อนรนอยากเฝ้าพระพุทธเจ้า เป็นกำลัง   ดังนั้นพอออกพรรษาปวารณาแล้วก็รีบเดินทาง   แต่ระยะทาง
นั้นยังมีฝนตกมาก   หนทางที่เดินชุ่มไปด้วยน้ำเป็นโคลนเป็นตม   ต้องบุกต้องลุยมาจนกระทั่งถึงกรุงสาวัตถีได้เข้าเฝ้าสมความประสงค์   พระพุทธ
เจ้า  จึงมีปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้นถึงเรื่องการจำพรรษาอยู่   ณ  เมืองสาเกตและการเดินทาง   ภิกษุเหล่านั้นจึงกราบทูลถึงความตั้งใจ   ความ
ร้อนรนและกระวนกระวาย และการเดินทางที่ลำบากให้ทรงทราบทุกประการ
          พระพุทธเจ้าทรงทราบและเห็นความลำบากของภิกษุจึงทรงยกเป็นเหตุและมีพระพุทธานุญาตให้พระภิกษุผู้จำพรรษาครบถ้วนแล้วกราน
กฐินได้   และเมื่อกรานกฐินแล้ว   จะได้รับอานิสงค์บางข้อตามพระวินัยดังกล่าวต่อไป

ข้อกำหนดเกี่ยวกับกฐิน ข้อกำหนดเกี่ยวกับกฐินมีดังต่อไปนี้
          
๑.   จำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินได้ ถ้ากล่าวตามหลักฐาน ในพระไตรปิฎก (เล่ม ๕ หน้า ๒๕๘) ซึ่งเป็นพระพุทธภาษิต   กล่าวว่า
สงฆ์  ๔  รูป   ทำกรรมได้ทุกอย่างเว้นการปวารณา คือการอนุญาตให้ว่า กล่าวตักเตือนได้   การอุปสมบทและการสวดถอนจากอาบัติบางประการ
(อัพภาน)   จึงหมายถึงว่าจำนวนพระสงฆ์ในวัดที่จะทอดกฐินได้จะต้อง มีตั้งแต่  ๔  รูปขึ้นไป   แต่หนังสืออธิบายชั้นหลังที่เรียกว่าอรรกถา กล่าว
ว่าต้อง  ๕  รูปขึ้นไป   เมื่อหนังสืออธิบายชั้นหลังขัดแย้งกับพระไตรปิฎก จึงต้องถือพระไตรปิฎกเป็นสำคัญ
         
๒.   คุณสมบัติของพระสงฆ์ที่มีสิทธิรับกฐิน   คือพระสงฆ์ที่จำ พรรษาในวัดนั้นครบ  ๓  เดือน   ปัญหาที่เกิดขึ้นมีอยู่ว่าจะนำพระสงฆ์วัด
อื่นมาสมทบ  จะใช้ได้หรือไม่   ตอบว่าถ้าพระสงฆ์ที่จะทอดกฐินนั้น มี จำนวนครบ  ๔  รูปแล้ว   จะนำพระสงฆ์ที่อื่นมาสมทบก็สมทบได้   แต่จะ
อ้างสิทธิไม่ได้   ผู้มีสิทธิมีเฉพาะผู้จำพรรษาครบ   ๓  เดือน  ในวัดนั้น เท่านั้น   การนำพระภิกษุมาจากวัดอื่น คงมีสิทธิเฉพาะที่ทายกจะถวาย
อะไรเป็นพิเศษเท่านั้น ไม่มีสิทธิในการออกเสียงเรื่องจะถวายผ้าแก่ภิกษุ รูปนั้นรูปนี้
         
๓.   กำหนดกาลที่จะทอดกฐินได้    ได้กล่าวไว้แล้วในเบื้องต้นว่า การทอดกฐินนั้นทำได้ภายในเวลาจำกัด คือตั้งแต่วันแรม ๑  ค่ำ  เดือน ๑๑
จนถึงวันขึ้น  ๑๕  ค่ำ   เดือน  ๑๒ ก่อนหน้านั้น   หรือหลังจากนั้นไม่นับ เป็นกฐิน
         
๔.   ข้อควรทราบเกี่ยวกับกฐินไม่เป็นอันทอดหรือเป็นโมฆะ   เรื่องนี้สำคัญมากควรทราบทั้งผู้ทอดและทั้งฝ่ายพระสงฆ์ผู้รับเพราะเป็น
เรื่องทางพระวินัย (วินัยปิฎก   เล่ม  ๕  หน้า  ๑๓๗)  คือ มักจะมีพระใน วัดเที่ยวขอโดยตรงหรือโดยอ้อม   ด้วยวาจาบ้าง   ด้วยหนังสือบ้าง  เชิญ
ชวนให้ไปทอดกฐินในวัดของตน   การทำเช่นนั้นผิดพระวินัย   กฐินไม่ เป็นอันกรานนับเป็นโมฆะ   ทอดก็ไม่เป็นอันทอด   พระผู้รับก็ไม่ได้
อานิสงค์   จึงควรระมัดระวังทำให้ถูกต้องและแนะนำผู้เข้าใจผิดปฏิบัติผิด ทำให้ถูกต้องเรียบร้อย
อานิสงฆ์หรือผลดีของการทอดกฐิน
        
๑.  ผลดีฝ่ายผู้ทอดและคณะ   อานิสงฆ์หรือผลดีของฝ่ายผู้ทอดและ คณะมีดังนี้
          (๑)   ชื่อว่าได้ถวายทานภายในกาลเวลากำหนดที่เรียกว่า กาลทาน คือในปีหนึ่งถวายได้เพียงในระยะเวลา  ๑  เดือนเท่านั้นในข้อถวายทาน
ตามกาลนี้มีพระพุทธภาษิตว่าผู้ให้ทานตามกาล ความต้องการที่เกิดขึ้นตาม กาลของผู้นั้น  ย่อมสำเร็จได้
          (๒)   ชื่อว่าได้สงเคราะห์พระสงฆ์ผู้จำพรรษาให้ได้ผลัดเปลี่ยนผ้า นุ่งห่มใหม่   แม้ผ้ากฐินนั้นจะตกแก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งก็ชื่อว่าได้ถวายแก่
สงฆ์เป็นส่วนรวม   มีพระพุทธภาษิตว่าผู้ให้ผ้าชื่อว่าให้ผิวพรรณ
          (๓)   ชื่อว่าได้ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา   ส่งเสริมผู้ประพฤติปฏิบัติ ชอบให้เป็นหลัก   เป็นตัวอย่างแห่งคุณงามความดีของประชาชนสืบไป
          (๔)   จิตใจของผู้ทอดกฐินทั้ง  ๓   กาล คือก่อนทอด  กำลังทอดและ ทอดแล้วที่เลื่อมใสศรัทธาและปรารถนาดีนั้นจัดเป็นกุศลจิต  คนที่จิตเป็น
กุศลย่อมได้รับความสุขความเจริญ
          (๕)   การทอดกฐินทำให้เกิดสามัคคีธรรม   คือการร่วมมือกันทำคุณ งามความดีและถ้าการถวานกฐินนั้นมีส่วนได้บูรณะปฏิสังขรณ์วัดวา-
อารามด้วย   ก็เป็นการร่วมสามัคคี   เพื่อรักษาศาสนวัตถุ   ศาสนสถานให้ ยั่งยืนสถาพรสืบไป
         
๒.   ผลดีฝ่ายพระสงฆ์ผู้รับและกรานกฐิน อานิสงค์หรือผลดีของ ฝ่ายพระสงฆ์ผู้รับและกรานกฐินมีดังนี้
          พระพุทธเจ้าตรัสไว้ (ในวินัยปิฎก  เล่ม  ๕  หน้า   ๑๓๖)  ว่าภิกษุ ผู้กรานกฐินแล้วย่อมได้รับประโยชน์   ๕  ประการ
          (๑)   รับนิมนต์ฉันไว้แล้วไปไหนไม่ต้องบอกลาภิกษุในวัดตาม ความในสิกขาบทที่ ๖ แห่ง อเจลกวรรค  ปาจิตตีย์
          (๒)   ไปไหนไม่ต้องนำไตรจีวรไปครบสำรับ
          (๓)   เก็บผ้าที่เกิดขึ้นเป็นพิเศษไว้ได้ตามปรารถนา
          (๔)   จีวรอันเกิดในที่นั้นเป็นสิทธิของภิกษุเหล่านั้น
          (๕)   ขยายเขตแห่งการทำจีวรหรือการเก็บจีวรไว้ได้จนถึงสิ้นฤดู หนาว  (คือจนถึงวันขึ้น  ๑๕   ค่ำ  เดือน  ๔ เป็นวันสุดท้าย)

 
     
 
แหล่งข้อมูล : หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาต