พระธาตุนารายเจงเวง
 
     
 

พระธาตุนารายณ์เจงเวงหรือปราสาทนารายณ์เจงเวง   หรือในบันทึกของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ บันทึกชื่อโบราณสถานแห่งนี้ว่า "อรดีมายานารายณ์เจงเวง" โดยตามตำนานอุรังคธาตุกล่าวถึงโบราณสถานแห่งนี้ว่า  สร้างโดยกลุ่มสตรีของพระนางนาเวงแห่งเมืองหนองหานหลวง   แข่งขันกลุ่มสุภาพบุรุษชาวเมืองหนองหารน้อย  เพื่อรอรับพระพระมหากัสสปะเถระ   ซึ่งนำพระอุรังคธาตุไปบรรจุยังดอยภูกำพร้า  โดยตกลงกันว่าหากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดสามารถสร้างพระธาตุเจดีย์ใหญ่เสร็จก่อนดาวเพ็กขึ้นแล้ว ฝ่ายนั้นจะเป็นผู้ชนะ ตามตำนานกล่าวว่า   เมื่อเริ่มก่อพระเจดีย์นั้น   ฝ่ายสตรีได้รับคำสบประมาทท้าทายจากฝ่ายชายมาก แต่ก็ไม่วิตกกล่าวคืนฝ่ายชายว่าไม่มีผู้ใดเก่งเท่านารายณ์ ๔  กร และเมื่อได้เวลาก่อเจดีย์ใหญ่ ฝ่ายหญิงได้ไปชักชวนฝ่ายชายให้ทิ้งงานและทำโคมไฟแขวนขึ้นเหนือยอดไม้ชักชวนให้เพื่อนๆ ที่ก่อเจดีย์ใหญ่ทิ้งงาน เพราะ
ดาวเพ็กขึ้นแล้ว จึงเป็นอันว่าฝ่ายหญิงของพระนารายณ์เจงเวงได้ชัยชนะ เพราะกลอุบายของฝ่ายหญิง ด้วยเหตุนี้จึงมีผู้เรียกชื่อโบราณสถานทั้งสองแห่งตามที่มาของการก่อสร้างว่า อรดีมายานารายณ์เจงเวง และดอยแท่นภูเพ็กมุสา
ตำนานอุรังคธาตุนิทานยังกล่าวด้วยว่า     เมื่อพระมหากัสสปเถระและคณะบริวารเดินทางมาถึงเมืองหนองหานหลวง  เมื่อสตรีชาวเมืองหนองหาร    ทูลขอแบ่งอุรังคธาตุ   (กระดูกหน้าอก)  ของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า        พระมหาเถระผู้ใหญ่มิได้ทรงอนุญาตด้วยผิดวัตถุประสงค์ที่พระพุทธองค์ที่ตรัสไว้ให้นำอุรังคธาตุไปประดิษฐานบรรจุเจดีย์ที่ภูกำพร้า กลางลำน้ำโขง  (ธาตุพนมปัจจุบัน) แต่มิให้เสียศรัทธา พระมหากัสสัปะเถระผู้ใหญ่จึงมอบให้พระอรหันต์รูปหนึ่งไปนำเถ้าอังคารจากที่ถวายพระเพลิงศพสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาประดิษฐานไว้ในพระเจดีย์กลุ่มสตรีเมืองหนองหารหลวงแห่งนี้ จึงนับว่าเป็นโบราณสถานที่สำคัญของเมืองสกลนคร
สภาพเขตพุทธาวาส  และเขตสังฆาวาสแยกออกจากกัน  เขตพุทธาวาสอยู่ด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้และทิศใต้ของโบราณสถาน  ส่วนเขตสังฆาวาส   คือ   ศาลา  หอฉัน  และองค์พระธาตุอยู่ทางด้านตรงข้าม

         

สภาพของตัวสถาปัตย์    ศิลปกรรมขององค์พระธาตุเจดีย์เป็นปราสาททรายขนาดกลาง    ก่อด้วยหินแลทไลท์ ส่วนฐานส่วนบนก่อด้วยหินทราย  มีหน้าบันด้านทิศตะวันออกสลักเป็นภาพศิวนาฏราช หน้าบันทิศเหนือสลักเป็นภาพพระนารายณ์หรือพระวิษณุบรรทมเหนือทะเลน้ำนม (นารายณ์บรรทมสินธุ์) ส่วนทับหลังมีครบทั้ง  ๔  ทิศ  โดยการเปรียบเทียบตามหลักประติมาวิทยา (Iconnography)  และลักษณะทางรูปแบบศิลปกรรม (Art Style) จะเป็นศิลปะแบบขอมในสมัยปาปวน ซึ่งมีอายุในราวพุทธศตวรรษ ๑๕๕๐ - ๑๖๕๐ ทั้งสิ้นยกเว้นทับหลังด้านทิศใต้  ซึ่งเป็นเรื่องเล่าการยกทัพจับศึก  คาดว่าเป็นส่วนหนึ่งที่นำเข้าไปเพิ่มในเวลาต่อมา อย่างไรก็ตามสภาพของตัวโบราณที่ยังไม่สมบูรณ์นี้เป็นผลมาจากการบูรณะซ่อมแซมโดยวิธีอนัตติโลซิส ระหว่างพ.ศ.๒๕๒๑ - ๒๕๒๕

คำว่าเจงเวง ผู้เฒ่าผู้แก่ให้ความหมายว่า ผู้หญิงขาว สวย สูงโปร่ง