เผ่าภูไท
 
     
 
เผ่าภูไท เป็นกลุ่มชาติพันธุ์รองลงมาจากพวกไทย-ลาว ชาวภูไทสกลนครจะอยู่ที่อำเภอวาริชภูมิ อำเภอ พรรณานิคม อำเภอเจริญศิลป์ อำเภอส่องดาว อำเภอพังโคน อำเภอคำตากล้า อำเภอเต่างอย อำเภอบ้านม่วง อำเภอนิคมน้ำอูน
-ภาษาภูไทจะมีภาษาของลื้อและภาษาของลาวตะวันออกปนอยู่ด้วย
-ส่วนพระยาอนุมานราชธน มีความเห็นว่า “ภาษาภูไทมีเสียงพูด ส่วนมากใกล้กับพวกพวน เขตเชียงขวางของลาว และพวกพวน ในอำเภอศรีเชียง จังหวัดหนองคาย”
ชาวภูไทถิ่นสกลนคร จะมีภาษาพูดและเสียงวรรณยุกต์ใกล้เคียงกับภาษากลาง มักจะทอดเสียงยาว และตวัดเสียงสูงขึ้นในพยางค์ท้าย เช่นคำว่า “ไม่” จะออกเสียงว่า “มิ, มิได้”
ภูไท(ผู้ไทย) เดิมมาจากคำว่า พุไท หรือวุไท ซึ่งหมายถึงคนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งซึ่งมีอยู่ในแคว้นสิบสองจุไท และอาณาจักรล้านช้าง มีการเคลื่อนย้ายเข้ามาในภาคอีสานหลายครั้ง ถือเป็นชนกลุ่มหนึ่งในจำนวน 6 เผ่าของสกลนคร ชาวภูไท(ผู้ไทย) นอกจากจะมีมากในจังหวัดสกลนครแล้วก็จะมีในจังหวัดนครพนม มุกดาหาร และกาฬสินธุ์ ในส่วนของจังหวัดสกลนครชาวภูไท(ผู้ไทย) ได้อพยพมาจากที่ต่างกัน ดังนี้คือ
1) ผู้ไทยวัง คือผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองวัง มาตั้งบ้านเรือนในแถบอำเภอพรรณานิคม
2) ภูไท(ผู้ไทย) กระป๋อง คือ ผู้ไทยที่อพยพมาจากเมืองกะปอง มาตั้งบ้านเรือนที่ในเขตอำเภอวาริชภูมิ
3) ภูไท(ผู้ไทย) กะตาก มาตั้งบ้านเรือนอยู่แถบตำบลโนนหอม และแถบทางใต้ของริมหนองหาร
นอกจากนี้ก็มีการกระจายตัวอยู่ทั่วไปในหลายอำเภอ การทำมาหากินชาวภูไท
(ผู้ไทย) เป็นคนขยันทำหลายอาชีพ เช่น ทำไร่ ทำนา ค้าวัวควาย นำกองเกวียนไปขายต่างถิ่น เรียกว่า นายฮ้อย จึงนับเป็นกลุ่มชนที่ขยันขันแข็งและประหยัดมัธยัสถ์
ทางด้านวัฒนธรรม ชาวภูไท(ผู้ไทย) มีวิถีชีวิตการอยู่อาศัยแบบภูไท(ผู้ไทย) เครื่องแต่งตัวสวมซิ่นหมี่ตีนต่อ ขนาดกว้าง 3 นิ้ว ทอเป็นลวดหมี่ หมี่ขอ ผ้าย้อมครามจนเป็นครามแก่ เรียกว่าผ้าดำสวมเสื้อแขนกระบอก คอตั้ง ติดกระดุมทำด้วยเหรียญเงินเจาะรู เย็บเป็นแถวลงมาเกือบถึงชายเสื้อ การฟ้อนรำแต่งขลิบแดงที่แขนและชายเสื้อ และมีผ้าจ่องทอเป็นผืนเล็กเป็นผ้าลายคลุมไหล่หรือผ้าสไบเป็นผ้าแพรวาเฉวียงไหล่ขวาปล่อยชายลงด้านซ้าย สวมเครื่องประดับสร้อยข้อมือเท้าด้วยโลหะเงิน เกล้าผมมวยสูงตั้งตรง มัดมวยดัวยผ้าแถบผืนเล็ก ๆ
ส่วนชายจะแต่งกายด้วยเสื้อม่อฮ่อม กางเกงขาก้วยย้อมคราม มีผ้าขาวม้ามัดเอว
การรำภูไท(ผู้ไทย) หรือการฟ้อนภูไท(ผู้ไทย) นิยมฟ้อนเป็นหมู่คณะ ฟ้อนได้ทั้งหญิงและชายแต่เดิมเป็นการฟ้อนรำเพื่อบูชาพระธาตุในเทศกาลสักการะพระธาตุเชิงชุมหรือบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เช่น พิธีเลี้ยงเจ้าปู่มเหศักดิ์ของชาววาริชภูมิ ในปัจจุบันการฟ้อนภูไท(ผู้ไทย) ใช้ในการฟ้อนต้อนรับแขกบ้าน แขกเมืองและในงานเทศกาลต่าง ๆเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบการรำผู้ไท(ไทย) ได้แก่ แคน และกลองหางเป็นหลัก นอกจากนี้ก็มีพิณ กลองตุ้ม (ตะโพน) หมากกลิ้งกล่อม (โปงลาง) สิ่ง (ฉิ่ง) แส่ง (ฉาบ) หมากกั๊บแก๊บ (กรับ) ฆ้องโหม่งและพังฮาด (ฆ้องโบราณไม่มีปุ่ม) ผู้บรรเลงดนตรีจะเป็นชายท่าฟ้อนรำภูไท(ผู้ไทย) มีผู้สืบต่อและปรับปรุงกันมากมายหลายท่า แต่ละท้องถิ่นมีท่าแตกต่างกันไป ท่าหลักที่พบนิยมฟ้อนรำ ได้แก่ ท่าม้วนช้างหรือฟ้อนม้วน ท่ากาเต้นก้อน ท่าเสือออกเหล่าท่าหนุมานถวายแหวน เป็นต้น
โดยลักษณะทางสังคม ชาวภูไท(ผู้ไทย) เป็นกลุ่มที่มีความขยัน และอดออมเป็นพิเศษและมีวัฒนธรรมในเรื่องการทักทอ เสื้อผ้าเด่นชัด จึงปรากฎมีเสื้อผ้าชนิดต่าง ๆ ทั้งผ้าผ้ายผ้าไหมในกลุ่มชาวภูไท(ผู้ไทย) โดยเฉพาะผ้าแพรวา ในปัจจุบันเป็นผู้ที่ผลิตใช้เวลาและมีความสวยงามก็เป็นผลิตภัณฑ์ของกลุ่มภูไท(ผู้ไทย) จึงนับว่ามีวัฒนธรรมเรื่อง เสื้อผ้าเด่นชัดมาก
ผ้าซิ่น
วัฒนธรรมของกลุ่มผู้ไทยที่เด่นชัด คือการทอผ้าซิ่นหมี่ตีนต่อ เป็นผืนเดียวกับผืนผ้า เช่น ตีนต่อขนาดเล็ก กว้าง 4 ถึง 5 นิ้ว (มือ) ที่เรียกว่า “ตีนเต๊าะ” เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ไทย ทอเป็นหมี่สาด มีหม้อย้อมคราม จนเป็นสีครามเกือบเป็นสีดำ แต่ชาวบ้านเรียกว่า “ผ้าดำ” หรือซิ่นดำลักษณะเด่นของซิ่นหมี่ชาวผู้ไทย คือการทอและลวดลาย เช่น ทอเป็นลายขนาดเล็ก ๆ นอกจากนี้มีลายอื่น ๆ เช่น หมี่ปลา หมี่ตุ้ม หมี่กระจัง หมี่ข้อ ทำเป็นหมี่คั่น มิได้ทอเป็นหมี่ทั้งผืน แต่หากมีลายต่าง ๆ มาตั่นไว้ สีที่นิยมคือ สีเขียว สีน้ำเงิน สีแดง สีม่วง พื้นมักใช้เครือหูก ป้ายสี เปลือกอ้อย นอกจากนี้ยังพบผ้าหมัดหมี่ฝ้ายขาวสลับดำ ในกลุ่มผู้ไทย
เสื้อ
นิยมทำเป็นเสื้อแขนกระสามส่วนติดกระดุมธรรมดา กรุมเงิน หรือเหรียญสตางค์ เช่น เหรียญสตางค์ห้า สตางค์สิบ มาติดเรียงเป็นแถว นิยมใช้เป็นผ้าย้อมครามเข้ม ในราว พ.ศ. 2480 ได้มีผู้นำผ้าขลิบแดงติดชายเสื้อ เช่น ที่คอสาบเสื้อ ปลายแขนเพื่อใน การฟ้อนผู้ไทยสกลนคร และใช้กันมาจนถึงปัจจุบัน
ผ้าห่ม
การทอผ้าห่มผืนเล็ก ๆ เป็นวัฒนธรรมของชาวกลุ่มพื้นอีสาณมานานแล้ว ผ้าห่ม ใช้สำหรับห่มแทนเสื้อกันหนาว ใช้คลุมไหล่ เช่นเดียวกับไทยลาว ที่นิยมใช้ผ้าขาวม้าพาดไหล่ ผ้าห่มของกลุ่มชนต่าง ๆ ในเวลาต่อมาทำให้มีขนาดเล็ก ทำเป็นผ้าสโบเป็นส่วนแทนประโยชน์ ใช้สอย เดิมคือห่มกันหนาว หรือปกปิดร่างกายส่วนบน โดยการห่มทับเสื้อ ผ้าห่มของผู้ไทยที่เรียกว่า “ผ้าจ่อง” เป็นผ้าทางด้ายยีน มีเครื่องลาย เครื่องพื้น หลายแบบนอกจากนี้ยังมีผ้าแพววา
นอกจากผ้าจ่องแล้ว ชาวผู้ไทยยังมีผ้าลาย ซึ่งใช้เป็นผ้ากั้นห้อง หรือใช้ห่มแทนเสื้อกันหนาวหรือต่อกลาง 2 ผืน เป็นผ้าห่มขนาดใหญ่พอสมควร แต่ผ้าลายที่มีชื่อคือ ผ้าลายบ้านนางอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร การแต่งกายของชาวผู้ไทย ยังนิยมสายสร้อยคอ สร้อยข้อมือ ข้อเท้า ด้วยโลหะเงิน ข้อเท้า (ก้องแขน ก้องขา) ด้วยโลหะเงิน เกล้าผมเป็นมวยสูงตั้งตรง ในสมัยโบราณใช้ผ้ามนหรือ แพรมน ทำเป็นผ้าสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ ม้วนผูกมวยผม อวดลวดลายผ้าด้านหลัง ในปัจจุบันใช้ผ้าแถบเล็ก ๆ สีแดงผูกแทน แพรมน