วันวิสาขบูชา
bar_e42.jpg (1861 bytes)

vesa.gif (43444 bytes)

ความหมาย

          วันวิสาขบูชา   หมายถึง   การบูชาในวันเพ็ญเดือนวิสาขะ
หรือเดือน ๖ เนื่องในโอกาสคล้ายวันพระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้
และเสด็จดับขันธปรินิพพาน

ความสำคัญ
         
พระพุทธเจ้าประสูติ   ตรัสรู้ และเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เวียนมาบรรจบในวันและเดือนเดียวกัน คือ วันเพ็ญเดือนวิสาขะ
จึงถือว่าเป็นวันที่สำคัญของพระพุทธเจ้า หลักธรรมอันเกี่ยวเนื่อง
จากการประสูติ ตรัสรู้และเสด็จดับขันธปรินิพพาน คือ ความ
กตัญญู  อริยสัจ ๔ และความไม่ประมาท

ประวัติความเป็นมา
          ๑.   ส่วนที่เกี่ยวกับพระพุทธเจ้า
               พระพุทธเจ้าประสูติ ณ สวนลุมพินีวัน อยู่ระหว่างกรุงกบิล-
พัสดุ์กับกรุงเทวทหะ แคว้นสักกะ (ปัจจุบันอยู่ในเมืองลุมมินเด ประเทศ
เนปาล) เมื่อเช้าวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีจอ ก่อนพุทธศักราช ๘๐ ปี
ต่อมาพระองค์ได้เสด็จออกผนวชและทรงบำเพ็ญเพียรอย่างหนักจนได้
ตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ    ณ  ตำบลอุรุเวลาเสนานิคม แคว้น
มคธ (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมืองพุทธคยา แคว้นพิหาร ประเทศอินเดีย)
เมื่อเช้ามืด วันพุธ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีระกา ก่อนพุทธศักราช ๔๕ ปี
หลังจากตรัสรู้แล้ว พระองค์ทรงบำเพ็ญพุทธกิจโปรดผู้ควรแนะนำ
สั่งสอนให้ได้บรรลุมรรคผลจนนับไม่ถ้วน   และเสด็จดับขันธปรินิพพาน
เมื่อวันอังคารขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะเส็ง   ณ   สาลวโนทยานของ
มัลลกษัตริย์ เมืองกุสินารา   แคว้นมัลละ  (ปัจจุบันอยู่ในเขตเมือง-
กุสีนคระ)  แคว้นอุตตรประเทศ   ประเทศอินเดีย   สิริรวมพระชนมายุได้
๘๐ พรรษา
         
๒.   การถือปฏิบัติวันวิสาขบูชาในประเทศไทย
                การประกอบพิธีวิสาขบูชาในเมืองไทยเริ่มทำมาแต่สมัย
สุโขทัยเป็นราชธานี   ซึ่งสันนิษฐานว่า น่าจะได้รับแบบอย่างมาจากลังกา
กล่าวคือ เมื่อประมาณ  พ.ศ. ๔๒๐   พระเจ้าภาติกราช กษัตริย์แห่งลังกา
ได้ประกอบพิธีสาขาบูชาอย่างมโหฬาร   เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา   กษัตริย์
ลังกาในรัชกาลต่อ ๆ มา ก็ทรงดำเนินรอยตาม แม้ปัจจุบันก็ยังถือปฏิบัติ
                ในสมัยสุโขทัยนั้น   ประเทศไทยกับประเทศลังกา   มีความ
สัมพันธ์กันทางด้านพระพุทธศาสนาอย่างใกล้ชิดมากเพราะพระสงฆ์
ชาวลังกาได้เดินทางเข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนา   และเชื่อว่าได้นำ
การประกอบพิธีวิสาขบูชาปฏิบัติในประเทศไทยด้วย   ในหนังสือนาง-
นพมาศ   ได้กล่าวถึงบรรยากาศการประกอบพิธีวิสาขบูชา   สมัยสุโขทัย
ไว้พอสรุปใจความได้ว่า
               
"เมื่อถึงวันวิสาขบูชา   พระเจ้าแผ่นดิน ข้าราชบริพารทั้งฝ่าย
หน้าฝ่านใน ตลอดทั้งประชาชนชาวสุโขทัย ทั่วทุกหมู่บ้านทุกตำบล
ต่างช่วยกันทำความสะอาด   ประดับตกแต่งพระนครสุโขทัยเป็นการ
พิเศษด้วยดอกไม้ของหอมจุดประทีปโคมไฟแลดูสว่างไสวไปทั่วทั้ง
พระนคร   เป็นการบูชาพระรัตนตรัยเป็นเวลา   ๓  วัน ๓  คืน  พระมหา-
กษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ก็ทรงศีลและทรงบำเพ็ญพระราชกุศล
ต่าง ๆ   ครั้นตกเวลาตอนเย็นก็เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยพระบรม-
วงศานุวงศ์   และนางสนองพระโอษฐ์   ตลอดจนข้าราชการทั้งฝ่ายหน้า
ฝ่ายใน   เสด็จไปยังพระอารามหลวง   เพื่อทรงเวียนเทียนรอบพระ
ประธาน   ส่วนชาวสุโขทัยต่างชวนกันรักษาศีล ฟังพระเทศนา ถวาย
สลากภัต ถวายสังฆทาน ถวายอาหารแด่พระภิกษุสามเณร   บริจาคทรัพย์
แจกเป็นทานแก่คนยากจน   คนกำพร้า  คนอนาถา   คนแก่และคนพิการ
บางพวกก็ชักชวนกันสละทรัพย์ซื้อสัตว์ ๔ เท้า ๒ เท้า และ เต่า ปลา
เพื่อไถ่ชีวิตสัตว์ให้เป็นอิสระโดยเชื่อว่าจะทำให้ตนมีอายุยืนยาวต่อไป"

         
ในสมัยอยุธยา    สมัยธนบุรี   และสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ไม่
ปรากฎหลักฐานว่าได้มีการประกอบพิธีวิสาขบูชา   จนถึงรัชสมัยพระบาท
สมเด็๋จพระพุทธเลิศหล้านนภาลัย   รัชกาลที่ ๒   แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
จึงปรากฎหลักฐานในพระราชพงศาวดารว่า   พระบาทสมเด็จพระพุทธ-
เลิศหล้านภาลัย   มีพระราชประสงค์จะให้ฟื้นฟูการประกอบพระราชพิธ

วันวิสาขบูชาขึ้นใหม่   ให้ปรากฎในแผ่นดินไทยต่อไปกับมีพระประสงค์
จะให้ประชาชนประกอบการบุญการกุศล   เป็นหนทางเจริญอายุและ
อยู่เย็นเป็นสุขปราศจากทุกข์โศก   โรคภัย  และอุปัทอันตรายต่าง ๆ โดย
ทั่วกัน   ฉะนั้นการประกอบพิธีในวันวิสาขบูชาในประเทศไทย   จึงได้
รื้อฟื้นให้มีขึ้นอีกครั้งหนึ่ง   ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้า-
นภาลัย รัชกาลที่ ๒ และถือปฏิบัติมาจวบจนกระทั่งปัจจุบัน
หลักธรรมที่ควรปฏิบัติ
         
๑.   ความกตัญญู   คือ   ความรู้อุปการคุณที่มีผู้ทำไว้ก่อนเป็นคุณ
ธรรมคู่กับ ความกตเวที คือ การตอบแทนอุปการะคุณที่ผู้อื่นทำไว้นั้น
ผู้ที่ทำอุปการรคุณก่อนเรียกว่า บุพการี ขอยกมากล่าวในที่นี้คือ บิดา
มารดา และครูอาจารย์
         
บิดามารดา   มีอุปการะคุณแก่บุตร  ธิดา    ในฐานะเป็นผู้ให้กำเนิด
และเลี้ยงดูจนเติบใหญ่   ให้การศึกษา  อบรมสั่งสอน   ให้ละเว้นจาก
ความชั่ว   มั่นคงในการทำความดี   เมื่อถึงคราวมีคู่ครองได้จัดหาคู่ครอบ
ที่เหมาะสมให้และมอบทรัพย์สมบัติให้ไว้เป็นมรดก
          บุตร   ธิดา   เมื่อรู้อุปการะคุณที่บิดามารดาทำไว้ย่อมตอบแทนด้วย
การประพฤติตัวดี   สร้างชื่อเสียงให้แก่วงศ์ตระกูล   เลี้ยงดูท่าน และช่วย
ทำงานของท่าน   และเมื่อล่วงลับไปแล้วก็ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ท่าน
         
ครูอาจารย  มีอุปการะคุณแก่ศิษย์ในฐานะเปนผู้ประสาทความรู้ให้
ฝึกฝนแนะนำให้เป็นคนดีสอนศิลปวิทยาให้อย่างไม่ปิดบัง   ยกย่องให้
ปรากฎแก่คนอื่นและช่วยคุ้มครองศิษย์ทั้งหลาย
          ศิษย์เมื่อรู้อุปการคุณที่ครูอาจารย์ทำไว้ย่อมตอบแทนด้วยการตั้งใจ
เรียน  ให้เกียรติ   และให้ความเคารพไม่ล่วงละเมิดโอวาทของครู
         
ความกตัญญูและความกตเวทีนี้ถือว่าเป็นเครื่องหมายของคนดี
ส่งผลให้ครอบครัวและสังคมมีความสุขได้ เพราะบิดามารดาจะรู้จัก
หน้าที่ของตนเองด้วยการทำอุปการคุณให้ก่อน   และบุตร  ธิดา  ก็จะรู้จัก
หน้าที่ของตนเองด้วยการทำดีตอบแทน   สำหรับครูอาจารย์ก็จะรู้จัก
หน้าที่ของตนเองด้วยการทำอุปการคุณ คือ สอนศิลปวิทยาอย่างเต็มที่
และศิษย์ก็จะรู้จักหน้าที่ของตนเอง   ด้วยการตั้งใจเรียน   และให้ความ
เคารพเป็นการตอบแทน   นอกจากจะใช้ในกรณีของบิดามารดากับบุตร
ธิดา   และครูอาจารย์กับศิษย์แล้ว   คุณธรรมข้อนี้ก็สามารถนำไปใช้ได้
แม้ระหว่าง 
พระมหากษัตริย์กับพสกนิกร   นายจ้างกับลูกจ้าง 
เพื่อนกับเพื่อนและบุคคลทั่วไป รวมทั้งมนุษย์กับสิ่งแวดล้อม

          ในทางพระพุทธศาสนา   พระพุทธเจ้าทรงเป็นบุพการีในฐานะที่
ทรงสถาปนาพระพุทธศาสนาและทรงสอนทางพ้นทุกข์ให้แก่เวไนย-
สัตว์  พุทธศาสนิกชน   รู้พระคุณอันนี้   จึงตอบแทนด้วยอามิสบูชา  และ
ปฏิบัติบูชา  กล่าวคือ   การจัดกิจกรรมในวันวิสาขบูชา   เป็นส่วนหนึ่งที่
ชาวพุทธแสดงออก   ซึ่งความกตัญญูกตเวทีต่อพระองค์   ด้วยการทำนุบำรุง
ส่งเสริม  พระพุทธศาสนา   และประพฤติปฏิบัติธรรม เพื่อดำรงอายุพระ
พุทธศาสนาสืบไป
         
๒.   อริยสัจ ๔
               
อริยสัจ  
คือ  ความจริงอันประเสริฐ   หมายถึง ความจริง
ที่ไม่ผันแปร เกิดมีได้แก่ทุกคนมี ๔ ประการ  คือ ทุกข์  สมุทัย   นิโรธ  มรรค
               
ทุกข์    คือ  ปัญหาของชีวิต   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อให้
ทราบว่า มนุษย์ทุกคนมีทุกข์เหมือนกันทั้งทุกข์ขั้นพื้นฐานและทุกข์เกี่ยว
กับการดำเนินชีวิตประจำวัน   ทุกข์ขั้นพื้นฐาน  คือ   ทุกข์ที่เกิดจากการ
เกิด  การแก่  และการตาย   ส่วนทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตประจำวัน
คือ   ทุกข์ที่เกิดจากการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก   ทุกข์ที่เกิดจากการประสบ
กับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก   ทุกข์ที่เกิดจากการไม่ได้ตามใจปรารถนา   รวมทั้ง
ทุกข์ที่เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตด้านต่าง ๆ
               
สมุทัย    คือ  เหตุแห่งปัญหา   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อ
ให้ทราบว่า  ทุกข์ทั้งหมด   ซึ่งเป็นปัญหาของชีวิตล้วนมีเหตุให้เกิด
เหตุนั้น  คือ  ตัณหา   อันได้แก่  ความอยากได้ต่าง ๆ ซึ่งประกอบไปด้วย
ความยึดมั่น
              
นิโรธ    คือ  การแก้ปัญหาได้   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็เพื่อ
ให้ทราบว่า  ทุกข์ คือ ปัญหาของชีวิตทั้งหมดนั้นแก้ไขได้   โดยการดับ
ตัณหา  คือ ความอยากให้หมดสิ้น
              
มรรค   คือ  ทางหรือวิธีแก้ปัญหา   พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ก็
เพื่อให้ทราบว่า   ทุกข์คือปัญหาของชีวิตทั้งหมดที่สามารถแก้ไขได้นั้น
ต้องแก้ไขตามมรรคมีองค์ ๘
         
๓.   ความไม่ประมาท
           ความไม่ประมาท   คือ  การมีสติทั้งขณะทำ   ขณะพูดและขณะคิด
          
สติ    คือ  การระลึกรู้ทัน ที่คิด  พูดและทำ   ในภาคปฏิบัติเพื่อนำมา
ใช้ในชีวิตประจำวัน   หมายถึงการระลึกรู้ทันการเคลื่อนไหวอิริยาบถ ๔
คือ เดิน  ยืน  นั่ง  นอน
          
การฝึกให้เกิดสต    ทำได้โดยตั้งสติกำหนดการเคลื่อนไหวอิริยาบถ
กล่าวคือ   ระลึกรู้ทีนในขณะยืน  เดิน   นั่งและนอน รวมทั้งระลึกรู้ทันใน
ขณะพูดขณะคิด   และขณะทำงานต่าง ๆ


องค์กรสหประชาชาติ ได้มีมติเป็นเอกฉันท์ เมื่อวันที่ ๑๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒ ให้ถือว่าวันวิสาขบูชาเป็นวันสำคัญสากล

        
  


แหล่งข้อมูล : หนังสือวันสำคัญโครงการปีรณรงค์วัฒนธรรมไทยฯ ของ
สำนักงานคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ