แหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่น

                                แหล่งภูมิปัญญาท้องถิ่นของจังหวัดยโสธร   มีแหล่งภูมิปัญญาที่สำคัญหลายแห่ง

ดังเช่น

๑.สาขาช่างสานกะคุ บ้านขั้นไดใหญ่ ตำบลขั้นไดใหญ่ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร


๒.สาขาช่างแกะสลักเกวียน บ้านนาสะไมย์ ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร


๓.สาขาช่างเขียนภาพฝาผนัง อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร


 

 



๔.สาขาช่างแทงหยวก บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร


๕.สาขาช่างทำทองเหลือง บ้านนาสะไมย์ ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร




๖.สาขาทอผ้าขิดลายลูกหวาย บ้านหัวเมือง ตำบลหัวเมือง อำเภอมหาชนะชัย จังหวัดยโสธร


 

 

๗.สาขาช่างสานมวยนึ่งข้าว บ้านทุ่งแต้ ตำบลทุ่งแต้ อำเภอเมืองยโสธร จังหวัดยโสธร

๘.สาขาช่างทำบั้งไฟโบราณ  บ้านฟ้าห่วน  ตำบลฟ้าห่วน  อำเภอค้อวัง  จังหวัดยโสธร




๙.สาขาช่างแกะสลักลายบั้งไฟ บ้านหนองใหญ่ ตำบลหนองใหญ่ อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

๑๐.สาขาช่างทำหมอนขวานผ้าขิด บ้านศรีฐาน ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        การทำเกวียน

 วัสดุอุปกรณ์
        วัสดุที่ใช้ทำ มีทั้งไม้พยุง ไม้ประดู่ ไม้แคน (ตะเคียน) ไม้ที่ทำยากคือไม้พยุงเพราะมียางเหนียว แหล่งไม้เราจะหามาเอง ซื้อมาเอง ราคาซื้อไม้ต้นละประมาณ ๑ หมื่นบาท เอามาเป็นต้น ๆ เลย ต้นหนึ่งพอลำเกวียน ๑ ลำ แต่ไม่ได้ล้อ ส่วนประทุนจ้างเขาทำ ไม้สักก็ทำเกวียนได้ แต่ไม่นิยมทำเพราะสู้ฝนไม่ได้
        อุปกรณ์ในการทำเกวียน จะทำขึ้นทั้งหมด โดยการตีเหล็กเอง เช่น กบ ก็มีหลายขนาน สิ่วก็มีหลายขนาด ฆ้อนในการแกะสลักจะเป็นฆ้อนไม้ การตัดไม้ต้องใช้เลื่อยมือไม่ใช้เลื่อยไฟฟ้าเพราะเนื้อไม้จะแตก

เรียนวิชาทำเกวียนมาด้วยวิธีใดกับใคร
        เรียนมาจากครอบครัว พ่อเป็นต้นตำรับลาย พ่อเรียนรู้เอง เกิดเองในสันดาน เริ่มเรียนมาแต่อายุ ๑๓ ปี เป็นคนชอบศิลปะทุกชนิด โดยเฉพาะการแกะสลัก ซึ่งแต่เดิมลวดลายมีเพียงอย่างเดียว แต่ปัจจุบันนี้เกิดลวดลายมากขึ้น ตอนแรกทำแต่เกวียน เริ่มทำประตูโบสถ์ ปี ๒๕๑๕

วิธีทำ ระยะเวลาในการทำ
        การทำเกวียนเริ่มจากนำไม้มาตัดส่วนประกอบต่าง ๆ แล้วจึงนำไปสลักลวดลาย แล้วจึงนำไปประกอบเป็นลำเกวียนซึ่งจะใช้สลักตอกแทนตะปู บางส่วนใช้ลวดลายหรือหวายมัดแต่นิยมใช้หวายจะดูดีกว่า ขอบล้อจะใช้เหล็กหุ้มโดยใช้ความร้อนเผาตอกเข้ากับขอบล้อ เวลาทำแต่ละลำก็ไม่เท่ากัน แล้วแต่อารมณ์ แต่ก็ไม่เกิน ๓ เดือน

ลายที่นิยมแกะสลักบนเกวียน
        มีลายเม็ดข้าวสาร ลายกนก ลายดอก ลายย้อย ลายเครือ การแกะลายบนเกวียนจะมีการกะระยะทำเป็นช่วง ๆ จุด ขนาดของเกวียน
ขนาดของเกวียน

ไม่จำเพาะแน่นอน ทั่ว ๆ ไป ขนาดกว้าง ๑.๒ เมตร ยาว ๔.๒ เมตร ขนาดกว้างยาวแล้วแต่ลูกค้าสั่งๆ ไม่มีแบบแผนตายตัว ทุกอย่างจดจำและดัดแปลงตามความเหมาะสม และตามที่ลูกค้าต้องการ

 

การประยุกต์ใช้
        จุดประสงค์เดิมของการทำเกวียน เพื่อใช้เป็นพาหนะเดินทาง ขนสิ่งของต่าง ๆ แต่ทุกวันนี้ทำเพื่อโชว์ในสถานที่ต่าง ๆ ในพิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า จึงทำให้มีการทำเกวียนขนาดเล็ก เดิมทีเดียวทำขนาดเล็ก ๆ เพื่อเป็นของเล่น ต่อมามีผู้เห็นว่าดี ก็เลยมีคนมาขอซื้อ และสั่งทำมากขึ้น

การลงทุน
        เดิมไม้ไม่แพงมีในนามของตัวเอง ราคาก็ไม่แพง แต่เดิมราคา ๖๐๐ - ๑,๐๐๐ - ๒,๐๐๐ บาทแล้วแต่ขนาด เริ่มแรกราคา ๕๐๐ บาท ปัจจุบันราคาลำละหลายหมื่น ขึ้นอยู่กับความพอใจของลูกค้าและไม้ก็ค่อนข้างหายากขึ้น ถ้าเป็นขนาดเล็กสำหรับโชว์แต่เดิมราคา ๔๐๐ บาท ปัจจุบัน ๖,๕๐๐ บาท มีวัว ๑ คู่ แต่ถ้าทำเฉพาะเกวียนราคา ๕,๐๐๐ บาท

ลูกค้า
        ลูกค้าแต่เดิมซื้อเกวียนเพื่อไปใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น เป็นพาหนะ ขนถ่ายสินค้าแต่ปัจจุบันลูกค้าจะเป็นผู้มีอันจะกิน เพื่อไปโชว์ในบ้าน พิพิธภัณฑ์ ศูนย์การค้า ลูกค้าจะเน้นที่สวยงาม มากกว่าความแข็งแรง

ความเชื่อเกี่ยวกับเกวียน
        เมื่อลูกค้าสมัยก่อนมาซื้อเกวียนไปใช้ มักจะมีการทำพิธีแก้เคล็ดเนื่องจาก เกวียนทำด้วยไม้ ที่คนไทยเชื่อว่ามีผีสางเทวดาอารักษ์รักษาอยู่ และมีตาไม้อยู่ด้วย จึงต้องทำพิธีแก้เคล็ด โดยที่เมื่อนำเกวียนไปแล้วจะให้หญิงสาวถลกผ้านุ่ง คืนค่อมหัวเกวียน ประมาณ ๑ ชั่วโมงและความเชื่อเรื่องตาไม้ ในลำเกวียนเช่น
        - ตาไม้อยู่ห่างทอก หัวแหนบ ปามกีม ไม่ดี
        - ตาไม้อยู่หางเถ้า จะขายของดี
        - ตาไม้อยู่ คั่น ไม่ดี
        - ตาอยู่ท้องท้องเต็ง ตาอยู่ทอกทอกเต็ง

ชื่อ

นายทุย  หาสำลี

เกิด

พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๗๐

ที่อยู่

๒๙ หมู่ที่ ๑ บ้านนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

การศึกษา

มัธยมศึกษาปีที่ ๔

อาชีพ

ทำนา และสลัก

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        หมอนขิด

 ประวัติการทำหมอน
        เริ่มทำมาในอดีต เพื่อประโยชน์ใช้สอย เริ่มทำเพื่อจำหน่ายในปี พ.ศ. ๒๕๑๕ โดยการร่วมกลุ่มแม่บ้านในบ้านศรีฐาน ซึ่งเป็นการขยายตลาด และรูปแบบที่ทำคือหมอน ๖ ลูก ใช้หนุนนอน และหมอนขวานหรือหมอนสามเหลี่ยม ในสมัยโบราณเป็นลายขิดขอ ต่อมาทำขิดลายช้าง ผีเสื้อ ม้า นก เป็นต้น โดยการคิดค้นเองจากยายซึ่งเป็นแม่ผู้ให้สัมภาษณ์ และการยัดหมอนในสมัยโบราณใช้นุ่นหมดทั้งลูก ต่อมาผู้ซื้ออยากได้ลูกแข็งเพราะหนุนแล้วจะไม่ยุบง่าย ทำให้หันมาใช้ไส้ยัดกลาง ระยะแรกใช้กาบกล้วยแต่มีปัญหา เพราะไม่แห้งเกิดหนอนไชออกจากตัวหมอน จึงเปลี่ยนเป็นใช้ตอซังข้าวมัดเป็นท่อนยัดแทนทำให้การทรงตัวดีขึ้นสวยงาม แต่ถ้าส่งต่างประเทศจะใช้นุ่นทั้งหมด ไม่มีไส้เพราะป้องกันกัญชายัดไส้หมอน ยากต่อการส่งออก นุ่นที่ใช้จะมีทั้งเก่าและใหม่ ปกติจะใช้นุ่นเก่า ส่วนนุ่นใหม่ต้องสั่งพิเศษจึงจะทำให้
        การเย็บหมอน กลุ่มแม่บ้านจะสอนในระยะแรก ๆ ต่อมาก็หัดเลียนแบบจากพ่อแม่ เพื่อนบ้านใกล้เคียงจะบอกต่อ ๆ กัน โดยไม่ปิดบัง
        การเย็บใช้จักรเย็บไส้และตัวหมอน ส่วนหุ้มหน้า-หลังต้องสอยด้วยมือ ผ้าที่ใช้จะเป็นขิดฝ้าย ขนาด ๒๕ นิ้วกว้าง ๑๖ นิ้ว จะได้หมอน ๖ ลูก ๑ ใบ ผ้าที่ใช้จะเป็นขนาดผืน ๒๕ นิ้ว ๓๐ นิ้ว ปัจจุบันจะใช้ผ้าโสร่งแทนขิดด้วย
        ส่วนรูปแบบจะมีหมอน ๖ ลูก หมอน ๙ ลูก หมอนขวาน เบาะรองนั่ง หมอนข้าง หมอนเล็ก หมอนลูกฟักทอง (สะม๊อก) ซึ่งหมอนขนาดเล็กใช้หนุนและทำพวงกุญแจ จะขายได้มาก เพราะประโยชน์ใช้สอยมาก เช่น หนุนนอนในรถยนต์ และร้านที่สั่งซื้อ คือแมคโครทั่วประเทศมีรูปแบบ ๔ แบบ คือ หมอนสามเหลี่ยม หมอนติดเบาะ หมอนผ้าดีไซด์ เบาะนั่งและยังส่งที่ลาดพร้าว จึงกระจายไปทั่วประเทศ อยากจดลิขสิทธิ์แต่แพงมาก คือไม่มีเงินพอเป็นล้านจึงจะจดได้ สาเหตุที่อยากจดลิขสิทธิ์ เพราะถูกเอาไปอ้างว่าเป็นของจังหวัดต่าง ๆ เช่น เชียงใหม่ อุดร กรุงเทพฯ เป็นต้น
อยากรวมกลุ่ม เพราะราคาไม่แน่นอน มีการขายตัดราคากันในหมู่บ้าน เคยรวมกลุ่มแต่มามีการยักยอกเงินของกรรมการทำให้กิจการล้ม ขายส่งขายต่างประเทศ ขึ้นอยู่กับลูกค้าจะติดต่อมาเอง ภายในประเทศจะส่งนารายณ์ภัณฑ์ จะเป็นสินค้าคุณภาพ ยัดนุ่นไม่ใส่ไส้ ลายจะเป็นลาดมัดหมี่ โสร่ง ผ้าสีธรรมชาติ (สีไม้ขนุน, สีขี้โคลน, สีเปลือกไม้, สีเข)

การลงทุน
        ๑. ทางร้านเตรียมอุปกรณ์ เช่น ผ้า ด้าย ทุกชนิดมาเก็บไว้ ชาวบ้านที่จะทำ จะมาลงบัญชีอุปกรณ์ไว้ เมื่อเย็บเสร็จยัดเสร็จ จะส่งหมอนโดยคิดราคาส่ง บวกลบกลบหนี้
        ๒. ชาวบ้านจะนำหมอนมาส่งขายโดยอุปกรณ์จะซื้อเองทั้งหมด
        ๓. ชาวบ้านบางคนก็ไปรับจ้าง เช่น ชำนาญในการเย็บตัวหมอน รับยัดนุ่นรับสอยหน้า-หลังหมอน รับมัดไส้หมอน เป็นต้น
        จำนวนหมอนที่เย็บได้ในหมู่บ้าน เฉพาะร้านเดียว เดือนละ ๔ หมื่นชิ้น เฉลี่ย ๕ พันลูกต่อเดือน เพราะถ้าช่วงทำนา เกี่ยวข้าว ร้านต้องกักตุนหมอน และห้ามลูกค้าสั่งสินค้ามาก
        ชาติที่มาติดต่อคือ ญี่ปุ่น สั่งมา ๑,๐๐๐ ชุด (หมอนขวาน ๒ ที่นั่ง ๒ พับ) ลงเรือแล้ว (ปี ๒๕๔๑) อังกฤษเริ่มเข้ามาติดต่อบ้าง
        หมอนขวานศรีฐาน ยังเป็นแค่อุตสาหกรรมในครัวเรือน ระบบตลาดยังไม่ดี

 

 

 

ผ้าที่ใช้
        เดิม ผ้าไส้ ทำจากผ้าคลุมพระจะนำมาซักใหม่
        ปัจจุบัน ผ้าไส้ได้มาจากโรงงาน โดยใช้ผ้าทำมุ้ง เพราะหูกหนึ่งจะใช้เวลา ๑ เดือนไม่พอเพียงและมือไม่เสมอ ลายไม่ค่อยสวย
        ปัจจุบันให้โรงงานทอผ้าขิด ลายจะยากแค่ไหนใช้คอมพิวเตอร์ แยกลายได้เลย ทอเร็วได้มาก ลายเสมอ สวยงาม

ปัญหา
        การเย็บ ช่วงแรกใช้จักรเย็บเท้า ต่อมาใช้จักรโรงงาน เดิมเย็บได้วันละ ๕-๑๐ ลูก ปัจจุบันวันละ ๕๐ ลูก ปัจจุบันมีร้านรับซื้อหมอน ๑๐ ร้าน เดิมมีร้านเดียว ทำให้ราคาไม่แน่นอน ขึ้นอยู่กับฤดูกาล การแข่งขันก็มีมาก การส่งจำหน่าย รถ ๖ ล้อ ๑ คัน ราคา ๑ แสนบาทต่อเที่ยว ส่งสัปดาห์ละ ๒-๓ เที่ยว

รายได้
        รายได้ครัวเรือนละ ๖-๙ หมื่นบาทต่อเดือน หมู่บ้านที่ผลิตหมอน มี บ้านกระจาย บ้านนิคม บ้านน้อย บ้านเชียงเครือ หนองเป็ด อำเภอป่าติ้ว

การเย็บหมอน
        เป็นงานผู้หญิง เพราะเป็นงานผีมือ ต้องการความละเอียด สวยงาม ผู้ชายจะมัดไส้หมอน เรียนหนังสือ ทำไร่ปอ มันสำปะหลัง แตงโม

ปัญหา
        จะมีโรคปวดขา ปวดหลัง หอบ หืด แพ้อากาศ เพราะฝุ่นมาก จะขายดีที่สุดในช่วงออกพรรษา ปี ๒๕๔๒ ยุค IMF (มกราคม-เมษายน) ขายดีกว่าทุกปีที่ผ่านมาการขายหมอนจะขายดีตลอด ไม่มีปัญหา เพราะใช้เป็นของฝาก ใช้ทำบุญ ใช้หนุนนอน

ชื่อ

นายสัมฤทธิ์  จันทร์เหลือง

เกิด

-

ที่อยู่

หมู่ที่   ตำบลศรีฐาน อำเภอป่าติ้ง จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ป.๔

อาชีพ

ค้าขาย

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

 

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        เครื่องจักสาน "มวย"

 

 

 

ประวัติ
         "มวย" เป็นเครื่องจักสาน ใช้ในการนึ่งข้าวเหนียว เช่นเดียวกับหวดเดิม ชาวบ้านทุ่งแต้ จะสานกระติบ และมวย ซึ่งวันหนึ่งจะได้ ๖ ใบเฉลี่ยเดือนละ ๑๐๐ ใบ ต่อครอบครัว ขายมวยใบละ ๒๘ บาท (ปี ๒๕๔๑)
         ลวดลายที่ใช้สาน เช่น ลายสองยืน ลายขัดเสริม ๓ ชั้น จะทำให้หนา ขอบหวายหรือลวด ส่วนใหญ่จะใช้หวายเพราะทนทานส่วนลวดจะขาดเร็ว
         มวยเดิมลูกละ ๓ บาท สาน ๒ ชั้น ปัจจุบัน ๓ ชั้น ส่งขายที่ลาดยโสธร และขายให้กับพ่อค้าในหมู่บ้าน จะใช้เงินสด
         บ้านทุ่งแต้จะใช้นามสกุล ธนาคุณ เนตรหาญ แก้วดวงใหญ่ แก้วคำจันทร์ กุบแก้ว หมู่บ้านนี้มีอายุ ๒๐๐-๓๐๐ ปี ดูจากวัดที่สร้างในหมู่บ้าน ประชากร ๕๐๐ ครัวเรือน ๔ หมู่บ้าน อาชีพ ทำนา ปลูกผัก สานมวย
         ในอดีตหมู่บ้านทุ่งแต้จะสานกระติบข้าว แต่ช่วงหลังเปลี่ยนแปลง เพราะไม้ไผ่หายาก โดยเฉพาะการสานกระติบ จะต้องใช้ไม้ปล้องยาว ถ้าอายุต่ำกว่าขวบปี จะทำยาก และการสานกระติบข้าวมีการทำกันมากในแต่ละหมู่บ้าน
         บ้านทุ่งแต้ได้เปลี่ยนมาทำมวย เพราะทำง่ายเร็ว ขายได้ ราคาดี อยากสาน รูปแบบอื่น แต่ไม่มีใครส่งเสริม ไม้ไผ่ที่ใช้ในหมู่บ้านใช้ไม่เพียงพอ ต้องไปซื้อเองข้ามจังหวัด เช่น สกลนคร อุบลฯ มุกดาหาร นครพนม

วัสดุที่ใช้
         ไม้ไผ่ซื้อมาจากรถที่นำมาขายในหมู่บ้าน ซึ่งจะใช้ไม้ไผ่อายุ ๑ แสน ปี ถ้าไม้แก่มากจะทำยากเปราะ

วิธีการทำ
         จะนำไม้ไผ่มาเลื่อยออกเป็นปล้อง ๆ แล้วผ่าเป็นชิ้น ๆ จักเป็นตอกบาง ๆ โดยใช้เหล็กขูดตอก ซึ่งเร็วบางอ่อนเสมอ ไม่เหมือนใช้มีดจักตอกในสมัยโบราณไม้ไผ่ ๑ ลำจะได้มวย ๒๐-๕๐ ใบ ไม้ไผ่ลำละ ๗๐-๘๐ บาท แต่ในหมู่บ้านจะแบ่งงานทำความความถนัด ความสามารถ เช่น การสานตัวมวย ใบละ ๑ บาท ใส่ขอบใบละ ๒ บาท การก่อตัวมวยจะให้แม่บ้านก่อให้ (มวยจะมี ๓ ชั้น)
มวยจะมีขนาดมาตรฐาน ๑ ศอก (ฟุตเศษ) ไม้ไผ่ ๑ ปล้องจะได้ ๒-๓ ฝา (๒ ฝาเท่ากับ ๑ ลูก) ไม้ไผ่จะใช้ไม้ไผ่ใหญ่ (ไม้ไผ่บ้าน)

การจำหน่าย
         จะขายในหมู่บ้าน และที่ไปกลุ่มสหกรณ์ เพราะมวยจะเป็นมอด ถ้าไม่ให้เป็นมอดต้องอบแต่สีจะเหลือง แต่ถ้านึ่งข้าวแล้วจะไม่เป็นมอด
         รูปแบบมวยเดิมก้นจะไม่ติดตัวมวย ปัจจุบันจะสานติดตัวมวย เพราะใช้ง่ายซักได้ (ซิกได้) พลิกข้าวได้ ไม่ต้องคน คนใช้ก็นิยมใช้แบบใหม่


         การทำมวยจะสานไปเรื่อยจนกว่าคนจะเลิกใช้ เพราะมวยสานง่าย เสร็จเร็วไม่เลือกไม้
         ส่วนรูปแบบกระด้ง กระเบียน คนแก่คนเฒ่าจะสาน เพื่อใช้ในครอบครัวเท่านั้น กระติบจะสานไม้ทำตัวหนังสืออ่านได้ ใบละ ๑๐๐ บาท จะย้อมสีเหลือง ฟ้า ชมพู
         แต่มวยทำเป็นตัวหนังสือไม่ได้ เพราะไฟลามทำให้ดำอ่านไม่ออก

การถ่ายทอด
         การสานมวยจะเรียนรู้โดยการสืบทอดในครอบครัวในหมู่บ้านเด็ก ๆ จะสานได้หมดทั้งเด็กผู้ชาย ผู้หญิง แต่เด็กผู้ชายเมื่อโตเป็นหนุ่ม (มัธยม) จะไม่สาน แต่ถ้าแต่งงานมีลูกเมียจะเริ่มกลับมาทำมวยใหม่

ตะกร้า
         เดิมจะสานเพื่อไปใส่หญ้าให้วัว ควาย ปัจจุบันใช้กระสอบปุ๋ยแทน จึงเลิกสานตะกร้า
ครุ
         ไม่ใช้เพราะมีประปาหมู่บ้าน ฉะนั้นตุ่มใส่น้ำจะไม่มีมากในแต่ละครอบครัวซึ่งจะใช้ดื่ม อาบ เพราะเป็นน้ำในดิน ซึ่งเดือนละ ๑๕ บาท ประปาจะมีหมู่ละ ๑ อัน (เครื่อง) จึงพอใช้ในแต่ละหมู่

ชื่อ

นายสมัย   กุบแก้ว

เกิด

พ.ศ. ๒๔๙๑

ที่อยู่

๑๒๓ หมู่ที่ ๑ ตำบลทุ่งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ประถมศึกษาปีที่ ๔

อาชีพ

ทำนา จักสาน

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

 

 

 

 

 

 

 

 

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        เครื่องทองเหลือง

วัสดุที่ใช้ผลิตและแหล่งที่มา
        
บางส่วนนำมาจากของเก่าที่ใช้แล้ว จำพวกทองแดง โลหะต่าง ๆ ที่นำมาใช้ได้จากร้านของเก่า มีบางส่วนที่ต้องซื้อมาจากกรุงเทพฯ เป็นทองเหลืองผสมเสร็จ

เรียนมากับใคร
        
เดิมทีเดียวไปเป็นคนงานอยู่กับโรงงานย่านบางขุนเทียน ในกรุงเทพ ฯ จากค่าแรงวันละ ๕ บาท ฝึกหัดทำมาเรื่อย ๆ เมื่อทำได้เก่งแล้ว จึงแยกตัวออกมาทำเอง ปัจจุบันอายุ ๓๖ ปีแล้ว ทำมา ๕-๖ ปี ญาติพี่น้องก็ทำด้วยกันแต่แยกทำกันคนละที่ น้องคนหนึ่งทำที่อำเภอพล

วิธีทำ
        
ขั้นตอนในการทำ เริ่มจากนำเอาแบบของสินค้าที่ต้องการมาทำแม่พิมพ์ แม่พิมพ์ ทำด้วยอะลูมิเนียม แล้วนำเอาแม่พิมพ์มาทำบล๊อก บล๊อกต้องทำ ๒ ตัว คือ บล๊อกนอกและบล๊อกภายใน เรียกว่า โค้ เอาโค้ตั้งบนเบ้าหรือบล็อกนอกทำทางให้ทองไหลไปเชื่อมกันได้
         การหล่อทองเหลือง จะเอาทองเหลืองใส่ในเบ้า ขนาดของเบ้าตั้งแต่บรรจุ ๓๕๐-๑๐๐๐ กิโลกรัม ความร้อนในการหลอมแต่เดิมเอามาจากถ่านหรือฟืน แต่ปัจจุบันใช้น้ำมันเครื่องที่ใช้แล้ว ซื้อมาจากร้านถ่ายน้ำมันเครื่อง ถัง ๒๐๐ ลิตรราคาประมาณ ๓๐๐-๕๐๐ บาท ใช้เวลาหลอม ๒ ชั่วโมง ๓๐ นาที เมื่อหลอมแล้ว จะเทใส่พิมพ์ที่เตรียมไว้เมื่อเย็นแล้วทุบพิมพ์ในออกแล้วจึงนำมากลึงและขัดเงา ระยะเวลาในการผลิตแล้วแต่ลูกค่ารีบเร่งเพียงใด

การประยุกต์ใช้
         เดิมหล่อกระดิ่งวัวควายก่อน แล้วพัฒนามาเรื่อย ๆ จนปัจจุบันหล่อพวกเครื่องสังฆภัณฑ์เป็นหลัก เพราะมีแหล่งจำหน่ายมาก

การลงทุน
        
สินค้าที่ทำขึ้นส่วนมากทำเพื่อจำหน่ายตามลูกค้าสั่ง

ชื่อ

นายสมพงษ์ เจริญคุณ

เกิด

วันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๕

ที่อยู่

๘๘ หมู่ที่ ๑๓ ตำบลนาสะไมย์ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ประถมศึกษาปีที่ ๔

อาชีพ

หล่อเครื่องทองเหลือง

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

 

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        เครื่องปั้นดินเผา

 

 

 

 

ความเป็นมา
        
พ่อแม่อพยพมาจาก อำเภอพิมาย จังหวัดนครศรีธรรมราช มีอาชีพปั้นโอ่งหม้อดิน
แหล่งดินที่นำมาปั้นเดิมได้จากลำน้ำทวน (ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร) ต่อมามีการทำฝายกั้นน้ำที่ลำน้ำทวน ไม่สามารถเอาดินได้ เพราะน้ำท่วมจึงได้ไปซื้อดินที่บ้านเหล่าบึงแก้ว อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด

ขั้นตอนการปั้น
        
๑. การทำเชื้อดิน คือการนำแกลบผสมดินเหนียว นำไปเผาให้สุกแล้วนำมาตำให้ละเอียด แล้วซ่อน (ส่วนที่ร่อนได้คือเชื้อดิน)
         ๒. นำเชื้อมาผสมกับดินเหนียว โดยนวดให้เข้ากัน ในอัตราส่วน เชื้อดิน ๑ กำมือ ผสมกับดินที่จะทำโอ่ง ๑ ลูก
         ๓. การขึ้นรูป เริ่มที่ปากโอ่งก่อน โดยใช้มือปั้นขึ้นรูป เมื่อดินแห้งพอหมาด ๆ ก็จะใช้ไม้ตีให้ได้รูปทรง มีหินคุรองด้านในของโอ่งเวลาใช้ไม้ตีจนได้รูปทรง ส่วนที่คอโอ่งต้องการให้เป็นลวดลายก็จะใช้ไม้สักคอตีให้เป็นลวดลาย
         ๔. การทาสีดิน ใช้ดินสีแดงผสมน้ำทาด้านนอกของโอ่ง
         ๕. นำไปเผา เมื่อปั้นเสร็จแล้วจะวางไว้ในที่ร่ม ๒ - ๓ วัน แล้วจึงนำไปเผา
         เดิมการปั้นทำเฉพาะโอ่งน้ำ และหม้อสำหรับต้มหรือแกง คือโอ่งใบใหญ่สำหรับใส่น้ำใบเล็กสำหรับหุงต้ม
         ปัจจุบันมีการปั้นเตาถ่าน โดยได้แบบอย่างจากที่เขาทำเตาจากปูน แต่เตาดินจะใช้ได้ดีกว่าเพราะไม่แตกง่ายเมื่อโดนความร้อน
         เรียนการปั้นมาจากแม่ ผู้ขายจะไม่ปั้นแต่จะเป็นฝ่ายหาดินหาฟืน ฟาง มาเผา และนำไปขาย

การเผา
        
ไม่มีเตาเผา แต่จะวางฟืนไว้พื้นก่อน นำโอ่งคว่ำลง ใช้กองฟางกองคลุมทับไว้แล้วเผาประมาณ   ชั่วโมง

การจำหน่าย
        
โดยการนำไปขายเองตามบ้านโดยใส่รถเข็นไปหรือถ้าไปไกลหน่อยก็นำใส่รถยนต์ไปที่ไปไหลคืออำเภอที่อยู่ใกล้เคียง เช่น ทรายมูล กุดชุม เลิงนกทา
         ปัจจุบันมีการปั้นเตาสำหรับใช้ถ่าน ใช้ฟืน และกระถางดอกไม้ บางครั้งก็มีลูกค้าสั่งทำเตาและหม้อเล็ก ๆ สำหรับใส่อาหารตามร้านอาหาร
         การสืบทอดการปั้นให้ลูกหลานก็มีบ้าง แต่ส่วนใหญ่ลูกหลานมักไม่ค่อยสนใจที่จะศึกษา เพราะงานที่ทำต้องใช้ความขยัน อดทน และมีความละเอียดอ่อน ในหมู่บ้านจะมีช่างปั้นที่ยังคงทำอยู่ประมาณ ๓๐ คน
         การนำโอ่งไปแลกข้าวแบบสมัยก่อนก็มีบ้าง คือเตาใหญ่ ๒ ลูก เตาเล็ก ๑ ลูก แลกข้าวได้ ๑ ตะกร้า บางครั้งก็ใช้หม้อ โอ่ง ขนาดบรรจุได้ข้างเท่าไหร่ก็แลกข้าวได้เท่านั้น
         ปัญหาและอุปสรรคคือเรื่องดินเหนียวที่ใช้ปั้น ไม่ค่อยดี เวลาใช้จะมีน้ำซึมออกมาคือเก็บน้ำได้ไม่ค่อยดี ก็จะแก้โดยใช้ครั่งทาด้านนอก แต่น้ำจะไม่เย็นเหมือนไม่ได้ทาครั่ง
         ไม่มีความเชื่อเรื่องไสยศาสตร์ใด ๆ ในการทำไม่เคยเลี้ยงผีหม้อ ผีดิน เพราะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้
         ประเพณีทำข้าวกระยาสารทในเดือนสิบ จะมีทำเฉพาะที่นี่คือเอาข้าวเปลือกมาคั่วเป็นข้าวตอก ใส่กะทิ น้ำตาลทราย ถั่ว

เครื่องปั้นดินเผา
        
เรียนรู้เรื่องการปั้นโอ่ง หม้อ มาจากแม่ ซึ่งพ่อแม่อพยพมาจาก อำเภอพิมาย จังหวัดนครราชสีมา

แหล่งดินที่นำมาปั้น
        
คือดินเหนียว เดิมที่ได้มาจากลำน้ำทวน ซึ่งอยู่ในเขต อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร ต่อมาเมื่อมีการทำฝายกั้นน้ำที่ลำน้ำทวน ทำให้น้ำท่วม ไม่สามารถจะเอาดินได้ จึงได้ดินจากบ้านเหล่าบึงแก้ว อำเภอ พนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด

รูปแบบเครื่องปั้นดินเผาที่ทำ
        
โอ่งน้ำ หม้อดิน เตาถ่าน เตาฟืน กระถางดอกไม้อื่น ๆ ตามสั่งถ้าทำได้

วัสดุที่ใช้
        
ดินเหนียว แกลบ ดินแดง ครั่ง ไม้ตี หินตุ ไม้สักคอ ฟาง ฟืน

วิธีทำ

         ขั้นตอนในการทำดังนี้
        
๑. การทำเชื้อดิน คือ การทำแกลบผสมดินเหนียว นำไปเผาให้สุกนำมาตำให้ละเอียด แล้วร่อน (ส่วนที่ร่อนได้คือดินละเอียดคือเชื้อดิน)
         ๒. ผสมดินกับเชื้อดิน นำเชื้อดิน มาผสมกับดินเหนียวโดยการนวดให้เข้ากัน (สัดส่วน เชื้อดิน ๒ กำมือ กับดินเหนียวที่จะทำโอ่งได้ ๑ ลูก)
         ๓. ขึ้นรูป เริ่มที่ปากโอ่งก่อน ใช้มือปั้นขึ้นรูปปากโอ่ง เมื่อดินแห้งพอหมาด ๆ จะเป็นลวดลายจะใช้ไม้สักคอตี ให้เป็นลวดลาย
         ๔. การทาสี ใช้ดินสีแดงผสมน้ำ ทาด้านนอกโอ่ง เพื่อให้สีแดง สวยงาม
         ๕. นำไปเผา วางฟืนรองไว้พื้นดิน นำโอ่งหม้อวางคว่ำลงใช้ฟางคลุมไว้ข้างบน แล้วเผาประมาณ ๑ ชั่วโมง

การประยุกต์ใช้
        
เดิมทำโอ่งน้ำและหม้อสำหรับหุงต้ม แต่ต่อมามีการพัฒนาทำเตาถ่าน เตาฟืน หม้อเล็กๆ เข้าชุดกับเตาใช้ในร้านอาหารพื้นบ้าน เช่น ชุดแจ่วร้อน อ่อมต่างๆ การถางต้นไม้ รวมทั้งงานตามสั่ง ถ้าสามารถทำได้

การจำหน่าย
        
การนำไปจำหน่ายตามหมู่บ้านใกล้เคียง บางครั้งก็ไปตามอำเภอใกล้ๆ เช่น ทรายมูล กุดชุม หรือไม่ก็อาจมีลูกค้ามารับไปจำหน่ายเอง
         การแลกเปลี่ยนแบบโบราณก็มีบ้าง คือการนำโอ่ง หม้อหรือเตา แลกเปลี่ยนกับข้าวเปลือกกับชาวบ้านแทนการซื้อขายด้วยเงิน

การถ่ายทอดการทำเครื่องปั้นดินเผา
        
ปัจจุบันยังมีชาวบ้านซึ่งเป็นผู้หญิงเป็นผู้ปั้นที่ยังทำงานอาชีพนี้อยู่ประมาณ ๓๐ คน (ผู้ชายจะไม่เป็นช่างปั้น จะเป็นผู้หาดิน หาฟืน หาฟางให้) มีการถ่ายทอดอาชีพนี้สู่ลูกหลานบ้าง แต่ส่วนใหญ่มักไม่สนใจที่จะเรียน คงเพราะเป็นงานที่ต้องใช้ความละเอียดอ่อน ต้องขยัน และมีความเพียรพยายาม

ชื่อ

นางเตือนจิต หนูจิต

เกิด

วันที่ ๗ กันยายน พ.ศ. ๒๕๐๐

ที่อยู่

๑๖๒ หมู่ที่ ๒ บ้านน้ำคำน้อย ตำบลน้ำคำใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ประถมศึกษาปีที่ ๔

อาชีพ

ทำเครื่องปั้นดินเผา

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

 

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        ยาสมุนไพร






 

 

 

ความเป็นมา
        
หมู่บ้านตั้งมาประมาณ ๘๐ กว่าปี พ่อแม่อพยพมาจากบ้านสำราญ ตำบลสำราญ อำเภอเมือง จังหวัด ยโสธร เพื่อหาที่ทำกินคือทำนา
        ความรู้เรื่องยาสมุนไพรนั้น ได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่ปู่และพ่อ ประกอบกับตนเองก็มีความสนใจในเรื่องยา ยาที่ปรุงใช้รักษาอาการไข้ โรคริดสีดวงทวาร โรคของสตรี และยาบำรุงกำลัง ฯลฯ
        แหล่งที่มาของตัวยาคือ หาจากหมู่บ้าน บางอย่างก็ปลูกไว้ในสวนของตน เช่น ต้นสังคาด ที่ใช้รักษาโรคได้หลายชนิด บางครั้งต้องไปหาตามป่าเขา บางครั้งก็ไปกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล อำเภอกุดชุม ขออนุญาตเขตอุทยานเก็บตัวยา ยาที่หามาก็ใช้ได้เป็นปี
        ยาที่เป็นที่นิยมในปัจจุบันเป็นสมุนไพรที่ปรุงสำเร็จแล้ว คือมีการชั่งตวงให้ได้ส่วนแล้วนำไปบดโดยเครื่องบดที่ โรงพยาบาลกุดชุม
        การแนะนำให้ชาวบ้านใช้ยาเดี่ยว คือใช้ยาอย่างเดียวในการรักษาโรค เพราะใช้ได้ง่ายใช้ได้เอง เช่น ฟ้าทะลายโจร รักษาโรคได้ถึง ๔๕ โรค แก้ไข้แก้ต่อมทอนซินอักเสบ เบาหวาน แก้หวัด ฯลฯ
        เดิมการทำยาใช้แบบยาฝน ยาต้ม แต่ปัจจุบันใช้บดสำเร็จ กินรักษาโรคได้เลย เช่น ยาพญาว่าน รักษาโรคได้ครอบจักรวาล (สารพัดโรค)
        ใช้ยาสมุนไพรรักษาโรคมาแล้ว ๓๐ ปี อาการแพ้ยาไม่ค่อยมี จะมีบ้างคือกินยาเกินขนาดที่กำหนดให้ จะเกิดอาการปั่นป่วนในท้องบ้างเท่านั้น
        คนไข้ที่มารักษาจะเป็นการรักษาขั้นพื้นฐานเล็ก ๆ น้อย ๆ และบางคนเป็นพวกที่ไปโรงพยาบาลมาก่อน แล้วจึงมารักษายาพื้นบ้าน
        การซื้อขายยาเป็นลักษณะการบูชา แบบโบราณ ครั้งละ ๒๐ บาท และ ๕๐ บาท ยาใช้ได้ทั้งทา และรับประทาน ยาที่ขึ้นชื่อที่สุดคือยาแก้มดลูก
        ความเชื่อเรื่องการไปเก็บยา ยังมีความเชื่อเรื่องเจ้าที่เจ้าทาง ที่ต้องถือปฏิบัติ เพื่อให้การเก็บยาเป็นไปด้วยความราบรื่น เช่น ได้เล่าเรื่องการไปเก็บยาที่ภูลังกา
        ลูกค้าที่ใช้ยามีทั้งชายและหญิง ทั้งที่อยู่ใกล้และไกล เช่น ศรีสะเกษ แม่ฮ่องสอน ฉะเชิงเทรา โดยมีญาติที่อยู่ในแถบนี้แนะนำมา
        การถ่ายทอดเรื่องยาสมุนไพร ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิทยากรของโรงพยาบาล อำเภอกุดชุม รณรงค์ให้ประชาชนใช้สมุนไพรรักษาตนเองได้ในขั้นพื้นฐาน และมีการถ่ายทอดความรู้เรื่องการปรุงยาให้ลูกหลาน

ยาสมุนไพร
        
เริ่มเรียนรู้เรื่องยาสมุนไพรจากพ่อ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาตั้งแต่ปู่ ประกอบกับความสนใจเรื่องยาสมุนไพรของตนเอง

แหล่งที่มาของยาสมุนไพร
        
หาจากหมู่บ้าน ปลูกไว้ที่สวนหลังบ้าน บางครั้งก็ต้องไปหาเก็บจากป่าเขา

ลักษณะยาสมุนไพร
        
ยาต้ม คือ การนำตัวยามาต้มหรือเคี่ยวเอาน้ำมาดื่มยา
        ยาบดสำเร็จ คือ การนำเอาตัวยาตามสัดส่วน มาบดรวมกันให้ละเอียด รับประทานรักษาโรคได้เลย

คุณสมบัติของยา
        
ปัจจุบันยาที่ชาวบ้านนิยมใช้คือ ยาบดสำเร็จ เพราะรับประทานได้ง่าย ยาที่เป็นที่นิยมเรียกว่ายาครอบจักรวาล รักษาโรคได้หลายโรค เช่น เป็นไข้ เป็นหวัด ปวดเมื่อย ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงจมูก บำรุงร่างกาย โรงเฉพาะสตรี เช่น รักษามดลูก

การจำหน่าย
        
วิธีการคือ ผู้ป่วยจะบูชาเอาว่าต้องการรักษาโรคอะไร ครั้งละ ๒๐ บาท ๓๐ บาท หรือ ๕๐ บาท ก็ได้
        คนไข้มีทั้งชาวบ้านในหมู่บ้าน หมู่บ้านใกล้เคียง ชาวบ้านอำเภอใกล้เคียง ไปจนถึงมาจากต่างจังหวัด เช่น ศรีสะเกษ ฉะเชิงเทรา แม่ฮ่องสอน โดยมีญาติที่อยู่ในท้องถิ่นแนะนำมา เมื่อใช้ได้ผลก็จะบอกกันต่อ ๆ ไป

การถ่ายทอดความรู้เรื่องยาสมุนไพร
        
ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิทยากรของโรงพยาบาล อำเภอกุดชุม ทำหน้าที่ให้ความรู้เรื่องยาสมุนไพร รณรงค์ให้ชาวบ้านรักษาตนเองด้วยสมุนไพรได้เอง เป็นการรักษาขั้นพื้นฐาน เช่น การใช้ฟ้าทะลายโจร ที่สามารถรักษาโรคได้สารพัดอย่าง
        มีการถ่ายทอดความรู้เรื่องยาสมุนไพรให้ลูกหลานของตนเองเพื่อเป็นการสืบทอดด้วย

ชื่อ

นายหัส เศิกศิริ

เกิด

วันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๙๐

ที่อยู่

๔๐ หมู่ที่ ๖ บ้านหนองมาลา ตำบลกุดชุ่ม อำเภอกุดชุม จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ (ก.ศ.น.)

อาชีพ

ทำนา หมอยาสมุนไพร

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

 

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        ใบลาน

 

 

 

 

 

 

ความเป็นมา
         บ้านนาเวียงเดิมชื่อ "สระเวียง" ชาวนาเวียงอพยพจากเวียงจันทร์ ข้ามแม่น้ำโขงมายังหนองบัวลำภู ใน พ.ศ. ๒๐๐๒ พระครูหลักคำเป็นผู้นำกลุ่มคนโดยได้นำเอาใบลาน ใส่หลังช้างมา เพราะเป็นหลักธรรมคำสอน ชาดกเวสสันดร ผาแดงนางไอ่ ซึ่งจะมีพระพุทธรูป ที่ทำจากไม้จากลาวมาด้วย
         ใบลานตัวหนังสือจะเป็นอักษรธรรม ซึ่งมีทั้งหมด ๑๙๘ มัด ๑๕๕๓ ผูก ใส่ในอูบ ๗ หลัง ใบลานที่นำมาอ่านส่วนใหญ่เป็นชาดกเรื่องนาผากไกลกะด้น หมาเก้าหาง ซึ่งจะอ่านให้ชาวบ้านฟังตอนเข้าพรรษา
         เดิมสอนให้พระเณรได้อ่านตัวธรรม เช่น ปัญญาบารมี สังฆศิลป์ชัย เดิมเก็บรักษายากเพราะปลวกกินช่วงหน้าแล้วหอไตรที่เก็บใบลานแห้ง
         ใบลานเคยมีพระจากมหาสารคามยืมไปใช้ การดูแลรักษาจะทำสัปดาห์ละครั้งปัจจุบันไม่ได้จารเลย อุปกรณ์การจารใบลานยังเก็บรักษาไว้ ถ้าใครอยากอ่านแปลก็อนุญาต ปัจจุบันกำลังพิมพ์ แปลอ่าน
         ใบลาน ๑๐ ผูก - ๑๑ ผูก จะเป็น ๑ เรื่อง เฉพาะเรื่องพุทธประวัติจะมีมากถึง ๓๑ ผูก ใบลาน ๑ มัด จะเท่ากับ ๑๐ ผูก เท่ากับหนึ่งเรื่อง
         ใบลาน ถ้าลบใช้ถ่าน "ก้นหม้อ" ลบใหม่ใหดำ ที่บ้านนาเวียงไม่มีต้นตาล ความเชื่อเรื่องใบลานโดยเฉพาะต้องเคารพ ต้องยกใส่หัวก่อนอ่าน ไม่ถือแกว่งไปมาเหยียบไม่ได้
         พวกพราหมณ์จะมีใบลานเช่น พิธีสะเดาะเคราะห์ สู่ขวัญ ส่วนมากจะจานเป็นอักษรตัวธรรมอีสาน วัดในบ้านนาเวียงมี ๒ วัด คือวัดเหนือ และวัดสระไตรนุรักษ์ ซึ่งเป็นมหานิกาย บ้านนาเวียงส่วนใหญ่นามสกุล ศรีสุข และ ทองเฟื่อง อาชีพชาวบ้านนาเวียงจะทำนาทำไร่ มีการจักสาน เช่น กระติบ มวย มีการทอผ้าลายนาเวียง เป็นผ้าแพรวา ลายเก่าสวยงามมาก เป็นเอกลักษณ์ของนาเวียง

ชื่อ

พระครูวรเขต โสภณ

เกิด

พ.ศ. ๒๔๙๙

ที่อยู่

วัดสระไตรนุรักษ์ บ้านนาเวียง ตำบลนาเวียง อำเภอทรายมูล จังหวัดยโสธร

สถานภาพ

พระภิกษุ

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

ชื่อศิลปหัตถกรรม
        บั้งไฟแสน

 

 

 

 

 

 

การฝึกหัด
        
เริ่มจากความคิดด้วยตัวเอง แล้วไปเรียนมาจากหนองคาย ผสมกับความคิดค้น เช่น หาเลาหาง ไม้ไผ่หวาน ถ่านไม้ละค่างเป็นถ่านบั้งไฟที่ดีมาก ต่อมาใช้ไม้อะลาง เอากิ่งไม้มาจ้างเขาลอกเปลือก ตัดเป็นท่อนยาว ๑ ฟุต ผ่าตากแดด เผาถ่าน โดยขุดหลุม เผาถ่านให้ไหม้แล้ว เขี่ยลงหลุม เอาสังกะสีปิด ดินกลบ
        นอกจากถ่านก็มีไม้เถียดที่ใช้ปิดส่วนหัวท้าย โดยใช้ไม้เนื้อแข็งกลึงให้กลม ใช้สว่านเจาะปิดหัวท้าย
        ต่อมาจากใช้ไม้ไผ่เป็นเลา มาใช้เลาเหล็กอยู่ระยะหนึ่ง จนปัจจุบันนี้ใช้พลาสล่อนแทนทั้งหมด

วิธีการทำ
        ใช้ตาเต็ง (ตาชั่งที่ใช้ชั่งทอง) ดินประสิว ๑๐๐ (หนึ่งร้อย)  ถ่าน ๔ บาท  เรียกว่า ถ่าน ๔ จะทำเองพร้อมลูกน้อง ๘ คน โดยชั่งส่วนผสม แล้วให้เด็กบด ผสมน้ำให้เด็กอัด ทำแต่ละครั้ง ๆ ละ ๑๐ ลัง ๆ ละ ๑๒ กิโลกรัม (ดินประสิว)  บั้งไฟแสน ใช้รู ๖ นิ้ว ยาว ๔ เมตร

        ยอด ใช้ถ่าน ๕ คือมีขนาดเหล็กเจาะรูคือระยะจากหัวถึงท้าย ๔ ช่วง ใช้ดินปืนถ่าน ๒ ส่วน เป็นชั้น ๆ การจุดแล้วแต่นิยมของใครของมัน ไฟจะติดจากส่วนยอดมาก่อน
        ปัจจุบัน บั้งไฟปิดหัว เดิมปิดท้าย
        บั้งไฟนายอัมพร เคยชนะในจังหวัดยโสธรมาแล้ว ๔ ปี ต่อมาในสมัยนายประจวบ ไชยสานต์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มาติดต่อให้ทำบั้งไฟเพื่อทดลองทำฝนเทียม โดยให้บั้งไฟนำคาร์บอนไดออกไซด์แห้งขึ้นไปโปรยแทนเครื่องบิน โดยมีนักวิทยาศาสตร์มาควบคุม โดยใช้ขี้เกียดิบ TNT หัวจรวดกำมะถัน โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์เป็นผู้บอกขนาด แต่ส่วนผสมเป็นของนายอัมพร ให้ทำ ๕ บั้ง ๔ บั้ง เป็นบั้งไฟจรวด อีกหนึ่งบั้งใส่หาง จุดขึ้น ๓ บั้ง แตก ๑ บั้ง ไปจุดที่เขื่อนศิรินธรอุบลราชธานี


        บั้งไฟจรวด จะบรรทุกสารเคมีทำฝนเทียมขึ้นไปด้วย ปรากฏว่าบั้งไฟขึ้นสูงตามเกณฑ์ที่ตั้งไว้ งานวิจัยนี้หลังจากหมดสมัยนายประจวบ ไชยสานต์ก็ยุติ นายอัมพรเกือบได้ไปญี่ปุ่นเนื่องจากเขาเชิญมา แต่ได้ไปบรรยายให้นักเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ฟังแทน

การทำบั้งไฟ
        ไม่ใช้สัดส่วน ปัจจุบันชั่งเป็นกิโลกรัม เทดินปืนลงไปปริมาตร ๔ ส่วน จะอัดลงให้แน่นเหลือเพียง ๑ ส่วน นายอัมพรทำบั้งไฟตั้งแต่อายุ ๑๗ ปี ก่อนบวช โดยมีคนมาว่าจ้างให้ทำบั้งละ ๒๐๐-๓๐๐ บาทเท่านั้น ต่อมาบั้งละ ๗,๐๐๐ - ๒๐,๐๐๐ บาท ถ้าจ้างให้ทำจะตามไปจุดให้ด้วย เคยไปจุดที่ไกลที่สุดที่กำแพงเพชร เขามีประเพณียโสธร โดยมีนายอำเภอบ่อทองโทรมาสั่งโดยจ่ายเงินให้ ๒ หมื่นห้าพันบาท และยังมีอีกหลายจังหวัดเช่น เพชรบูรณ์ มหาสารคาม บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ อุบลฯ สุรินทร์ เขาจะทำบั้งไฟไปเพื่อโชว์ ให้คนเขามาจ้าง ดู หรือบริจาค โดยเฉพาะที่บางแสน ปัจจุบันจะไม่ไปจุดให้ เพราะเขาทำเป็นธุรกิจ โดยให้เราทำฐานจุดแล้วล้อมพื้นที่ไว้ โดยแห่และเซิ้งให้คนดู จึงไม่ไปอีกเลย
        เรื่องเอ้หรือตกแต่งบั้งไฟ เคยทำ แต่ปัจจุบันเน้นแต่บั้งไฟจุดอย่างเดียว ปีหนึ่งทำบั้งไฟแสน ๒๐ บั้ง ในช่วงเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ส่วนบั้งไฟเล็กกว่าบั้งไฟแสน เช่นบั้งไฟหมื่น มีคนเขามาจ้างทำเป็นร้อย ๆ บั้งต่อปี

การสืบทอดการทำบั้งไฟ
        
จะถ่ายทอดให้ลูกหลาน และใครก็ตามที่สนใจอยากจะเรียนรู้ เช่น ลูกศิษย์จากบ้านสำโรง ศรีสะเกษ กันทรารมย์ อำเภอเมืองยโสธร อำนาจเจริญ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ไม่มีการคัดเลือกลูกศิษย์
        ค่ายกครู ขันห้า ขันแปด ผ้าไตร ๑ ไตร เงิน ๒๒ บาท บางคนก็ให้ ๓-๔ พันบาท เมื่อเรียนจบซึ่งจะใช้เวลาเรียนเพียงคนเดียวเท่านั้น
        บั้งไฟแสน ๑ บั้ง ปีที่แล้ว (พ.ศ. ๒๕๔๐) ลงทุน ๑ หมื่น ๑ พันบาท

ชื่อ

นายอัมพร จักรไชย

เกิด

พ.ศ. ๒๔๘๗

ที่อยู่

๓๐๒ ถนนเหลี่ยมประดิษฐ์ ตำบลลุมพุก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร

การศึกษา

ประถมศึกษาปีที่ ๔

อาชีพ

ทำนา ทำบั้งไฟ

สถานภาพ

แต่งงาน

ชาติพันธุ์

ไท - ลาว

ภาษา

อีสาน

 

ศิลปะการแสดง

สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดยโสธร ได้ดำเนินโครงการภูมิบ้านภูมิเมือง ด้านศิลปะการแสดง โดยจัดเก็บข้อมูลหมอลำเพลิน จำนวน ๒ ชุมชน คือที่ บ้านหนองเลิง อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร และบ้านคำเตย อำเภอไทยเจริญ จังหวัดยโสธรเพื่อเป็นการส่งเสริมศิลปะการแสดงพื้นบ้านให้คงอยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน